Skip to content
SOUPpill
Go back

ชีวิตของเรา ใครควรเป็นคนตัดสิน? (Individual Liberty)

ถ้าคุณอยากทำงาน แต่ไม่มีใครรับคุณเข้าทำงาน แบบนี้คุณไม่มีเสรีภาพหรือเปล่า? ถ้าคุณอยากซื้ออาหาร แต่ไม่มีเงิน คุณกำลังถูกพรากเสรีภาพอยู่ไหม? แล้วถ้ามีคนอยากจ้างคุณ มีร้านอยากขายอาหารให้คุณ แต่กฎหมายห้ามไม่ให้ทั้งสองฝ่ายทำ สามกรณีนี้ต่างกันอย่างไร?

Updated:
ขนาดตัวอักษร
ภาพประกอบเสรีภาพปัจเจก (Individual Liberty): รูปปั้นคลาสสิกท่ามกลางเสาและแสงสว่าง

ถ้าคุณอยากทำงาน แต่ไม่มีใครรับเข้าทำงาน แบบนี้คุณไม่มีเสรีภาพหรือเปล่า? ถ้าคุณอยากซื้ออาหาร แต่ไม่มีเงิน คุณกำลังถูกพรากเสรีภาพอยู่ไหม? แล้วถ้ามีคนอยากจ้างคุณ มีร้านอยากขายอาหารให้คุณ แต่กฎหมายกลับห้ามไม่ให้ทั้งสองฝ่ายทำ สามกรณีนี้ต่างกันตรงไหน?

คนทั้งสามอาจทุกข์ไม่ต่างกันนัก แต่ต้นเหตุของความทุกข์นั้นไม่เหมือนกัน คนหนึ่งถูกคนอื่นปฏิเสธ คนหนึ่งติดข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร ส่วนอีกคนถูกผู้มีอำนาจปิดทางเลือก หากเราเรียกทุกกรณีว่า “ไม่มีเสรีภาพ” เหมือนกันหมด คำนี้อาจกว้างเสียจนเราแยกไม่ออกว่าใครกำลังทำอะไรกับใคร

แต่ถ้าเสรีภาพหมายถึงแค่การไม่ถูกบังคับ ปัญหาอีกด้านก็เกิดขึ้นทันที คนที่มีสิทธิทำทุกอย่างบนกระดาษ แต่ไม่มีความรู้ ไม่มีเงิน หรือไม่มีโอกาสจะทำอะไรได้จริง ยังถือว่าเป็นอิสระอยู่หรือไม่? คำถามนี้ไม่ได้กำหนดแค่ความหมายของคำว่าเสรีภาพ แต่ยังกำหนดด้วยว่าใครควรมีอำนาจเหนือชีวิตของใคร และใครควรเป็นคนจ่ายต้นทุนของทางเลือกนั้น

เสรีภาพไม่ได้ลบข้อจำกัดทุกแบบ

ในความหมายแบบอิสรนิยม เสรีภาพปัจเจกคือการที่บุคคลไม่ถูกผู้อื่นเริ่มใช้กำลัง บีบบังคับ หรือฉ้อฉลต่อร่างกายและทรัพย์สินที่ตนได้มาโดยชอบธรรม เสรีภาพในความหมายนี้ไม่ได้รับประกันว่าเราจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ ไม่ได้สัญญาว่าทุกคนจะมีเงิน ความสามารถ หรือโอกาสเท่ากัน และไม่ได้ทำให้ความขาดแคลนหายไปจากโลก

การไม่มีอาหารเพราะไม่มีเงิน การหางานไม่ได้ หรือการเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่มีโอกาสน้อย ล้วนเป็นปัญหาจริง แต่ไม่เหมือนกับการที่บุคคลหรือสถาบันใช้กำลัง ข่มขู่ หรือหลอกลวงเพื่อปิดทางเลือกของใครโดยตรง การแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันไม่ได้มีไว้เพื่อลดทอนความทุกข์ของคนที่ขาดแคลน แต่ช่วยให้เราถามได้ตรงจุดขึ้นว่าปัญหาเกิดจากอะไร และทางแก้จะทำให้ใครมีอำนาจเหนือใครบ้าง

คนหนึ่งอาจตัดสินใจผิดพลาดได้ แต่ความผิดพลาดนั้นทำให้คนอื่นมีสิทธิบังคับหรือควบคุมชีวิตของเขาได้มากแค่ไหน?

นี่คือหัวใจของเสรีภาพปัจเจก หากเราเรียกทุกสิ่งที่มนุษย์ต้องการแต่ยังไม่มีว่าเป็นเรื่องของ “เสรีภาพ” คำถามที่ตามมาย่อมเลี่ยงไม่พ้นว่า ใครมีหน้าที่ต้องหาสิ่งนั้นมาให้ และคนคนนั้นยังมีสิทธิปฏิเสธอยู่หรือไม่?

เสรีภาพจากการแทรกแซง หรือเสรีภาพที่จะทำได้จริง

Isaiah Berlin แบ่งเสรีภาพออกเป็นสองแบบที่มีอิทธิพลอย่างมาก คือเสรีภาพเชิงลบ (negative liberty) และเสรีภาพเชิงบวก (positive liberty) เสรีภาพเชิงลบถามว่า บุคคลมีพื้นที่ที่ไม่ถูกผู้อื่นเข้ามาแทรกแซงมากแค่ไหน ส่วนเสรีภาพเชิงบวกถามว่า บุคคลสามารถเป็นนายของตนเอง กำหนดทิศทางชีวิต และทำตามเป้าหมายที่ตนยอมรับได้จริงเพียงใด

ลองกลับไปดูคนที่อยากทำงานแต่ไม่มีใครจ้าง ในกรอบเสรีภาพเชิงลบ เขาอาจยังถือว่าเป็นอิสระ ตราบใดที่ไม่มีใครใช้กำลังห้ามเขาทำงานหรือห้ามนายจ้างรับเขาเข้าทำงาน การที่คนอื่นไม่เลือกทำสัญญากับเขา แม้จะทำให้เขาลำบาก ก็ไม่ได้เท่ากับว่าเขาถูกบังคับ

แต่ในกรอบเสรีภาพเชิงบวก คนคนเดียวกันอาจยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะกำหนดชีวิตของตัวเองได้อย่างมีความหมาย เพราะข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทักษะ หรือโอกาส ทำให้เขาเปลี่ยนความตั้งใจให้กลายเป็นการกระทำไม่ได้จริง ต่อให้ประตูเปิดอยู่ก็อาจยังไม่พอ หากเขาไม่มีความสามารถจะเดินผ่านประตูนั้นไป

ทั้งสองกรอบมองเห็นความจริงคนละด้าน เสรีภาพเชิงลบเตือนว่า การช่วยให้คนหนึ่ง “ทำได้” อาจต้องใช้อำนาจบังคับให้อีกคนจ่ายหรือทำตาม ส่วนเสรีภาพเชิงบวกเตือนว่า การไม่เข้าไปแทรกแซงเพียงอย่างเดียวอาจทำให้คนจำนวนมากมีสิทธิแค่ในนาม แต่แทบไม่มีอำนาจเลือกชีวิตของตัวเองจริง ๆ

ข้อถกเถียงจึงไม่ได้อยู่ที่ว่ากรอบใดมีเมตตามากกว่า แต่อยู่ที่ต้นทุนและอำนาจ เมื่อรัฐพยายามสร้างโอกาสให้คนหนึ่ง รัฐควรบังคับให้ผู้อื่นสนับสนุนได้มากแค่ไหน? และเมื่อรัฐไม่เข้าไปจัดการ ความขาดแคลนที่ปิดโอกาสของคนหนึ่งควรถูกนับว่าเป็นการขาดเสรีภาพ หรือเป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง?

เมื่อสิทธิของคนหนึ่งกลายเป็นหน้าที่ของอีกคน

คำว่า “สิทธิ” ทำให้คำถามนี้ชัดขึ้น สิทธิประเภทหนึ่งเรียกร้องให้ผู้อื่นงดเว้นการกระทำบางอย่าง เช่น ไม่ทำร้าย ไม่ฉ้อฉล ไม่ยึดทรัพย์ หรือไม่ห้ามผู้อื่นพูดโดยไม่มีเหตุอันชอบธรรม สิทธิเหล่านี้ช่วยคุ้มครองพื้นที่ที่แต่ละคนสามารถตัดสินใจเรื่องชีวิตของตัวเองได้

สิทธิอีกประเภทหนึ่งคือสิทธิที่จะได้รับบางสิ่ง เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล หรือรายได้ขั้นต่ำ สิทธิเหล่านี้อาจเกิดจากความห่วงใยต่อชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง แต่สิทธิที่จะได้รับบางสิ่งย่อมทำให้ใครบางคนมีหน้าที่ต้องจัดหาสิ่งนั้นเสมอ ใครต้องเป็นคนจัดหา ใครต้องทำงาน ใครต้องจ่าย และถ้าเขาไม่ยินยอม หน้าที่นั้นจะถูกบังคับด้วยวิธีใด?

ตรงนี้เองที่สิทธิในทรัพย์สิน (property rights) กลายเป็นหัวใจของข้อถกเถียง ไม่ใช่แค่รายละเอียดทางเศรษฐกิจ เพราะทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับอำนาจในการตัดสินใจว่าแรงงาน รายได้ บ้าน เครื่องมือ หรือสิ่งที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนโดยสมัครใจ จะถูกนำไปใช้ทำอะไร

นักคิดสายเสรีนิยม (liberal) และอิสรนิยม (libertarian) จำนวนมากจึงมองว่าสิทธิในทรัพย์สินเป็นเงื่อนไขของเสรีภาพปัจเจก หากคนคนหนึ่งไม่อาจมั่นใจได้ว่าผลจากแรงงานหรือทรัพยากรของตนจะถูกยึดไปเมื่อไร เขาย่อมวางแผนชีวิตได้ยากขึ้น ถึงอย่างนั้น คำถามเรื่องขอบเขตของทรัพย์สิน ภาษี มรดก และทรัพยากรธรรมชาติ ก็ยังเป็นข้อถกเถียงทางปรัชญาการเมืองที่ไม่มีคำตอบตายตัว

ความสมัครใจเริ่มต้นและสิ้นสุดตรงไหน

คนที่รับงานเพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า กำลังเลือกโดยสมัครใจ หรือถูกสถานการณ์บังคับ? คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังพูดถึงความจำเป็นในการดำรงชีวิต หรือกำลังพูดถึงการที่มีใครใช้กำลัง ข่มขู่ หรือฉ้อฉลเพื่อปิดทางเลือกของเขา ทั้งสองกรณีอาจทำให้เกิดความทุกข์ได้เหมือนกัน แต่ความรับผิดชอบของคนอื่นในแต่ละกรณีไม่ได้เกิดขึ้นในแบบเดียวกัน

การแลกเปลี่ยนโดยสมัครใจ (voluntary exchange) เกิดขึ้นเมื่อแต่ละฝ่ายเลือกทำธุรกรรม เพราะในเวลานั้นต่างเห็นว่ามันดีกว่าทางเลือกอื่นที่ตนมีอยู่ ความแตกต่างด้านทรัพยากรหรืออำนาจต่อรองไม่ได้ทำให้การแลกเปลี่ยนนั้นกลายเป็นการบังคับไปเอง ตราบใดที่ไม่มีฝ่ายใดใช้กำลัง ข่มขู่ หรือฉ้อฉลเพื่อควบคุมอีกฝ่าย

แต่การมีลายเซ็นอยู่บนกระดาษเพียงอย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างเกิดขึ้นโดยสมัครใจ การหลอกลวง การปกปิดข้อมูลสำคัญ การคุกคาม หรือการใช้กำลังปิดทางเลือก ล้วนทำให้ความยินยอมนั้นมีปัญหา เพราะอีกฝ่ายไม่ได้ตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขที่เป็นของตัวเองจริง ๆ

เสรีภาพจึงหมายถึงทั้งเสรีภาพในการรวมกลุ่มและสิทธิที่จะไม่เข้าร่วม บุคคลควรมีสิทธิก่อตั้งองค์กร เข้าร่วมกลุ่ม ทำสัญญา และร่วมมือกับผู้อื่น ขณะเดียวกัน เสรีภาพนั้นก็ต้องรวมถึงสิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้สังกัด สนับสนุน หรือทำสัญญาในสิ่งที่ตนไม่ได้ยินยอม

ใครควบคุมผู้ที่ได้รับอำนาจให้ควบคุมคนอื่น

เมื่อสังคมยอมรับว่าในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้อำนาจบังคับ คำถามไม่ได้จบแค่ว่าเป้าหมายของการใช้อำนาจนั้นดีหรือไม่ คำถามที่ยากกว่าคือ ใครจะเป็นคนควบคุมผู้ที่ได้รับอำนาจให้ไปบังคับคนอื่น และมีกฎอะไรที่จะป้องกันไม่ให้อำนาจนั้นขยายออกไปตามอำเภอใจ?

John Locke ตั้งคำถามว่าอำนาจทางการเมืองที่ชอบธรรมมาจากไหน เขาเชื่อมชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สินเข้ากับหน้าที่ของรัฐบาลในการคุ้มครองสิ่งเหล่านี้ และมองว่าอำนาจทางการเมืองต้องสัมพันธ์กับความยินยอมของผู้ถูกปกครอง สำหรับ Locke เสรีภาพไม่ใช่ licence หรืออำนาจที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะมนุษย์ที่ “เสมอภาคและเป็นอิสระ” ไม่ควรทำร้ายชีวิต สุขภาพ เสรีภาพ หรือทรัพย์สินของผู้อื่น (Second Treatise of Government, §§4–6)

J.S. Mill ตั้งคำถามต่อว่า เราควรใช้อำนาจเมื่อใด เขาเสนอว่าการบังคับบุคคลโดยขัดต่อเจตจำนงของเจ้าตัวอาจชอบธรรมได้ หากทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้เขาสร้างอันตรายต่อผู้อื่น ไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้เขาใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นเห็นว่าดีกว่า หลักอันตราย (harm principle) จึงคัดค้านการบังคับแบบอุปถัมภ์นิยม และคุ้มครองเสรีภาพทางความคิด การพูด และการทดลองใช้ชีวิต (On Liberty, Chapter I)

แต่ถึงเราจะตกลงกันได้ว่าควรใช้อำนาจเพื่ออะไร ปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะผู้ใช้อำนาจอาจมีความรู้ไม่มากพอที่จะสร้างผลลัพธ์ตามที่ต้องการ F.A. Hayek จึงตั้งคำถามเพิ่มขึ้นอีกชั้นว่า ต่อให้ผู้ใช้อำนาจมีเจตนาดี เขารู้รายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตและสถานการณ์ของผู้คนมากพอที่จะกำหนดผลลัพธ์แทนพวกเขาหรือไม่?

Hayek ให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรม (rule of law) และกฎทั่วไปที่คาดการณ์ได้ มากกว่าคำสั่งเฉพาะหน้าจากผู้มีอำนาจ กฎที่ใช้กับทุกคนอย่างเสมอกันและเปิดให้ตรวจสอบอาจไม่ได้ทำให้ทุกคนพอใจ แต่ช่วยลดความเสี่ยงที่ชีวิตของใครคนหนึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับเจตจำนงของคนบางกลุ่ม

ตรงนี้เองที่เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางศีลธรรม แนวคิดของสำนักนี้ช่วยอธิบายปัญหาความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วสังคม ปัญหาเรื่องแรงจูงใจ และข้อจำกัดของการวางแผนจากส่วนกลาง คำถามที่เพิ่มเข้ามาคือ “ต่อให้เป้าหมายดี ผู้มีอำนาจรู้มากพอที่จะทำให้สำเร็จหรือไม่?” ส่วนคำถามว่าเสรีภาพปัจเจกควรมีขอบเขตแค่ไหน ยังต้องอาศัยหลักคิดทางศีลธรรมและการเมืองมาช่วยตอบ

ถ้าการเริ่มใช้กำลังผิด เหตุใดรัฐจึงทำได้

Locke ถามว่าอำนาจที่ชอบธรรมมาจากไหน Mill ถามว่าควรใช้อำนาจเมื่อใด ส่วน Hayek ถามว่ากฎแบบใดช่วยป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่ Murray Rothbard พาตรรกะนี้ไปไกลกว่านั้น หากการเริ่มใช้กำลังต่อผู้อื่นเป็นสิ่งผิดเมื่อคนทั่วไปทำต่อกัน เหตุใดการกระทำแบบเดียวกันจึงกลายเป็นเรื่องชอบธรรม เพียงเพราะผู้กระทำใช้อำนาจทางการเมือง?

คำตอบของ Rothbard วางอยู่บนหลักความเป็นเจ้าของตนเอง (self-ownership) สิทธิในทรัพย์สิน และหลักไม่รุกราน (non-aggression principle) ภายใต้กรอบนี้ บุคคลไม่ควรเป็นฝ่ายเริ่มใช้กำลังหรือข่มขู่ต่อร่างกายและทรัพย์สินที่ผู้อื่นได้มาโดยชอบธรรม

ทรัพย์สินที่ชอบธรรมจึงต้องมาจากการเข้าครอบครองทรัพยากรที่ยังไม่มีเจ้าของ การผลิต การแลกเปลี่ยน หรือการให้โดยสมัครใจ แต่ถ้าการถือครองเดิมเกิดจากการปล้น การยึด หรือการฉ้อฉล ปัญหาย่อมไม่จบลงเพียงเพราะประกาศว่าผู้ถือครองในปัจจุบันมีสิทธิ เพราะยังเหลือคำถามว่าจะเยียวยาผู้ที่ถูกละเมิดอย่างไร

กรอบนี้ไม่ได้ทำให้ทุกคำถามหมดไป กลับทำให้ข้อขัดแย้งต่าง ๆ ชัดขึ้นทันที สิทธิในทรัพย์สินเริ่มต้นที่ตรงไหน เราควรเยียวยาความอยุติธรรมในอดีตอย่างไร และมีบริการใดบ้างที่สังคมเชื่อว่าไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีอำนาจบังคับ?

Rothbard จึงไม่ได้เป็นเพียงนักคิดอีกคนในบรรดานักคิดเหล่านี้ แต่เป็นคนที่ทำให้เราต้องย้อนถามว่า เหตุผลที่เราใช้ยอมรับการบังคับในนามของรัฐ แตกต่างจากเหตุผลที่เราใช้ปฏิเสธการบังคับระหว่างบุคคลจริงหรือไม่?

เสรีภาพไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป

เสรีภาพไม่ได้หมายถึงการทำอะไรก็ได้ เพราะการกระทำของคนหนึ่งอาจละเมิดชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สินของอีกคน เสรีภาพจึงอยู่ร่วมกับกฎได้ และอาจต้องพึ่งกฎเพื่อไม่ให้ใครต้องตกอยู่ใต้อำนาจของความรุนแรง การฉ้อฉล หรือคำสั่งตามอำเภอใจของผู้อื่น

เสรีภาพไม่ได้หมายถึงการไม่ต้องรับผิดชอบ และไม่ได้ปฏิเสธความเอื้อเฟื้อระหว่างมนุษย์ ผู้คนยังช่วยเหลือ แบ่งปัน และร่วมมือกันเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายร่วมกันได้ คำถามสำคัญคือ ความร่วมมือนั้นเกิดจากการโน้มน้าวและความยินยอม หรือเกิดจากการที่คนบางกลุ่มมีสิทธิใช้กำลังกับคนอื่น?

ครั้งต่อไปที่มีใครบอกว่าต้องจำกัดเสรีภาพของคนกลุ่มหนึ่งเพื่อช่วยคนอีกกลุ่ม อย่าเพิ่งถามแค่ว่าเป้าหมายนั้นดีหรือไม่ ลองถามด้วยว่าใครกำลังได้รับอำนาจ ใครกำลังเสียสิทธิที่จะปฏิเสธ และกฎเดียวกันนี้จะยังดูชอบธรรมอยู่ไหม หากวันหนึ่งผู้ใช้อำนาจไม่ใช่คนที่เราไว้ใจ

Sources

Further Reading

  • Robert Nozick, Anarchy, State, and Utopia
  • Gerald C. MacCallum Jr., “Negative and Positive Freedom”
  • F.A. Hayek, The Road to Serfdom
  • David Boaz, Libertarianism: A Primer

Start here

Reading Paths

Continue reading

  • ของชิ้นนี้เป็นของใครกันแน่ (Property Rights)

    Austrian Economics สมมติว่าชายคนหนึ่งพบที่ดินที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ เขาออกแรงถางหญ้า ขุดบ่อ ปลูกอาหาร และสร้างที่พักขึ้นมาด้วยตัวเอง ต่อมามีอีกคนเข้ามาอ้างว่า ที่ดินผืนนี้ควรเปิดให้ทุกคนใช้ร่วมกัน คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่าใครกำลังใช้ที่ดินอยู่ แต่รวมถึงว่าใครมีสิทธิตัดสินใจว่าจะใช้ที่ดินผืนนี้อย่างไร และสิทธินั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

  • เสรีภาพของเราไปได้ไกลแค่ไหน (NAP)

    Libertarianism ชายคนหนึ่งยิงโจรที่กำลังเดินออกจากสวนพร้อมผลไม้เพียงลูกเดียว แม้โจรจะเป็นฝ่ายล่วงละเมิดสิทธิในทรัพย์สินก่อน แต่การยิงเขาชอบธรรมหรือไม่?

  • เมื่อกฎหมายเองกลายเป็นปัญหา (Rule of Law)

    Library Rule of Law หรือหลักนิติธรรมคืออะไร? เหตุใดการมีกฎหมายจึงไม่ได้หมายความว่าสังคมนั้นมีหลักนิติธรรม และเหตุใดกฎหมายที่บังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมจึงยังอาจไม่เป็นธรรมได้?

People