สมมติว่าชายคนหนึ่งพบที่ดินที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ เขาลงแรงถางหญ้า ขุดบ่อ ปลูกอาหาร และสร้างที่พักขึ้นมาด้วยตัวเอง ต่อมามีอีกคนเข้ามาอ้างว่า ที่ดินผืนนี้ควรเปิดให้ทุกคนใช้ร่วมกัน คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่าใครกำลังใช้ที่ดินอยู่ แต่รวมถึงว่าใครมีสิทธิตัดสินใจว่าจะใช้ที่ดินผืนนี้อย่างไร และสิทธินั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
คำว่า “ยังไม่มีเจ้าของ” สำคัญ เพราะที่ดินที่ดูรกร้างอาจมีเจ้าของโดยชอบธรรมอยู่แล้ว การที่เจ้าของไม่ได้ใช้ที่ดินในช่วงเวลาหนึ่งก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะเข้าครอบครองได้โดยอัตโนมัติ เราจึงต้องแยกให้ออกระหว่างทรัพยากรที่ยังไม่มีเจ้าของ กับทรัพย์สินที่มีเจ้าของแต่ยังไม่ได้ใช้งาน
สิทธิในทรัพย์สินอยู่ตรงรอยต่อระหว่างเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และปรัชญาการเมือง เราจึงควรแยกคำถามสามข้อออกจากกันตั้งแต่ต้นว่า กฎหมายปัจจุบันรับรองสิทธิของใคร ระบบสิทธิแบบไหนช่วยให้ผู้คนประสานแผนทางเศรษฐกิจเข้าหากันได้ และใครควรมีสิทธิเหนือทรัพยากรนั้นอย่างชอบธรรม คำตอบของคำถามหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับอีกคำถาม แต่ใช้แทนกันไม่ได้
สิ่งของ การครอบครอง และกรรมสิทธิ์
ในภาษาทั่วไป บ้าน รถ โทรศัพท์ หรือที่ดินมักถูกเรียกว่า “ทรัพย์สิน” จนดูเหมือนคำนี้หมายถึงวัตถุโดยตรง แต่รถยนต์คันหนึ่งเป็นวัตถุทางกายภาพ ส่วนสิทธิในรถคันนั้นคือคำตอบต่อคำถามว่าใครอาจใช้ ขาย ให้เช่า หรือกันผู้อื่นออกจากการใช้มันได้
ความต่างระหว่างการครอบครอง (possession) กับกรรมสิทธิ์ (ownership) ทำให้เห็นเรื่องนี้ชัดขึ้น หากเพื่อนฝากโทรศัพท์ไว้กับเรา โทรศัพท์อยู่ในมือเรา จึงเป็นการครอบครองในทางข้อเท็จจริง แต่เราไม่มีสิทธิขายหรือทำลายมัน การครอบครองไม่เท่ากับการเป็นเจ้าของ และเจ้าของก็ไม่จำเป็นต้องถือทรัพย์นั้นไว้กับตัวตลอดเวลา
ในทางปฏิบัติ เจ้าของสามารถแยกและโอนอำนาจบางส่วนที่เกิดจากกรรมสิทธิ์ได้ เช่น ให้ผู้อื่นเช่า ใช้ หรือผ่านพื้นที่ภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงกัน เจ้าของอาคารอาจให้ผู้เช่ามีสิทธิใช้ห้องชั่วคราวโดยยังคงสิทธิขายอาคารไว้ สิ่งสำคัญคือการแบ่งสิทธิเหล่านี้ต้องเริ่มจากคำถามว่าใครเป็นเจ้าของโดยชอบธรรม และเจ้าของยินยอมโอนสิทธิส่วนใดให้ใคร ไม่ใช่เพียงว่ากฎหมายปัจจุบันจัดสรรอำนาจเหล่านั้นไว้อย่างไร
ข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านก็ไม่ใช่ “ข้อจำกัดจากภายนอก” ที่มาวางทับกรรมสิทธิ์เสมอไป หากเจ้าของโรงงานปล่อยควันหรือของเสียข้ามเขตเข้าไปทำลายร่างกายหรือทรัพย์สินของผู้อื่น เขากำลังใช้ทรัพย์ของตนในลักษณะที่ละเมิดทรัพย์ของอีกฝ่าย คำถามจึงอยู่ที่การระบุเขตสิทธิ การพิสูจน์เหตุและผล และการเยียวยา ไม่ใช่การเลือกระหว่างกรรมสิทธิ์กับการไม่คำนึงถึงผู้อื่น
เหตุใดโลกจึงมีปัญหาเรื่องทรัพย์สิน
หากทุกคนใช้ทุกสิ่งได้พร้อมกันโดยไม่ทำให้ใครเสียโอกาส กติกาเรื่องทรัพย์สินคงมีความสำคัญน้อยกว่านี้ แต่ทรัพยากรจำนวนมากมีจำกัดและใช้แข่งขันกันได้ ที่ดินผืนเดียวกันไม่อาจเป็นทั้งบ้าน ไร่นา โรงงาน และสวนในเวลาเดียวกัน ไม้ท่อนหนึ่งอาจถูกใช้เป็นโต๊ะ เชื้อเพลิง หรือส่วนหนึ่งของบ้าน แต่เมื่อเลือกใช้แบบหนึ่ง ทางเลือกอื่นย่อมถูกละทิ้ง
ความขาดแคลน (scarcity) ทำให้การตัดสินใจของคนหนึ่งกระทบทางเลือกของอีกคน หากคนสองคนต้องการใช้เครื่องมือชิ้นเดียวกันในเวลาเดียวกัน อย่างน้อยหนึ่งคนต้องรอ ยอมถอย หรือมีกติกาที่ระบุลำดับและขอบเขตการใช้ เมื่อไม่มีเกณฑ์ที่ผู้คนคาดการณ์ได้ ความขัดแย้งย่อมมีแนวโน้มถูกตัดสินด้วยกำลัง อำนาจ หรือความได้เปรียบเฉพาะหน้า
ในความหมายนี้ สิทธิในทรัพย์สินช่วยเปลี่ยนคำถามจาก “ใครแข็งแรงกว่า” เป็น “ใครมีสิทธิอะไร” มันทำให้ผู้คนวางแผน แลกเปลี่ยน ทำสัญญา และเรียกร้องการเยียวยาได้โดยไม่ต้องเจรจาใหม่ทุกครั้งที่เกิดข้อพิพาท อย่างไรก็ดี ความขาดแคลนพิสูจน์ได้เพียงว่าเราต้องมีกติกาบางอย่าง ไม่ได้พิสูจน์ว่ากติกาใดยุติธรรมที่สุด
กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และศีลธรรมกำลังถามคนละเรื่อง
คำถามทางกฎหมายคือ ใครมีสิทธิตามกฎที่ใช้บังคับอยู่ คำตอบต้องดูเอกสาร สัญญา ทะเบียน คำพิพากษา และกระบวนการของสถาบันกฎหมาย กฎหมายทำให้สิทธิที่เป็นนามธรรมมีผลในทางปฏิบัติ เพราะมีวิธีระบุเจ้าของ บังคับสัญญา และเยียวยาเมื่อเกิดการละเมิด
คำถามทางเศรษฐศาสตร์ต่างออกไป มันถามว่าโครงสร้างสิทธิแบบหนึ่งสร้างแรงจูงใจ ข้อมูล และผลต่อการประสานงานอย่างไร ความมั่นคงของสิทธิส่งผลต่อการลงทุนหรือไม่ การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นง่ายขึ้นหรือต้นทุนสูงขึ้นเพียงใด และผู้ตัดสินใจรับผลกำไรหรือขาดทุนจากการเลือกของตนมากน้อยแค่ไหน
ส่วนคำถามทางศีลธรรมและปรัชญาการเมืองถามว่า ใคร ควร มีสิทธิเหนือทรัพยากรนั้นอย่างชอบธรรม คำตอบอาจอ้างการใช้แรงงาน การเป็นเจ้าของตนเอง ความยินยอม ความเสมอภาค การเยียวยาความอยุติธรรมเดิม หรือประโยชน์ส่วนรวม ทั้งสามระดับเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ควรถูกปนกัน: เอกสารอาจบอกสถานะทางกฎหมายได้ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าประวัติการได้มาชอบธรรม และผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีไม่ได้ทำให้ทุกสิ่งนั้นยุติธรรมโดยอัตโนมัติ
สิทธิในทรัพย์สินกับเศรษฐกิจตลาด
เมื่อสิทธิค่อนข้างชัดเจนและบังคับใช้ได้ ผู้คนย่อมวางแผนข้ามเวลาได้ง่ายขึ้น ผู้ปลูกต้นไม้ที่คาดว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลจากการดูแลของตน ย่อมมีแรงจูงใจต่างจากคนที่เชื่อว่าผลผลิตอาจถูกยึดไปได้ทุกเมื่อ ความมั่นคงของสิทธิไม่ได้ทำให้ทุกการลงทุนสำเร็จ แต่ทำให้ผลของการตัดสินใจเชื่อมโยงกับผู้ตัดสินใจมากขึ้น
การแลกเปลี่ยนไม่ใช่เพียงการส่งมอบวัตถุจากมือหนึ่งไปสู่อีกมือหนึ่ง หากเป็นการโอนสิทธิที่เกี่ยวข้องกับวัตถุนั้น ผู้ซื้อจะไม่เต็มใจจ่ายเงินเท่าเดิม หากไม่แน่ใจว่าผู้ขายมีสิทธิขายจริง หรือไม่แน่ใจว่าตนจะใช้สิ่งที่ซื้อมาได้ คู่สัญญาจึงต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นในการตรวจสอบ ป้องกันข้อพิพาท และรับมือกับความเสี่ยง
กรรมสิทธิ์เอกชนไม่ได้แปลว่าทรัพยากรหนึ่งต้องมีเจ้าของเพียงคนเดียว บุคคลหลายคนอาจถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันผ่านบริษัท สหกรณ์ หุ้นส่วน หรือข้อตกลงของชุมชนได้ หากสิทธิของสมาชิกมีขอบเขตชัดเจนและเกิดจากการจัดสรรหรือการโอนโดยสมัครใจ กรณีเหล่านี้ยังต่างจาก “กรรมสิทธิ์ของรัฐ” ซึ่งผู้ใช้อำนาจตัดสินใจอาจไม่ใช่ผู้รับต้นทุน ไม่อาจโอนทรัพย์นั้นได้เหมือนเจ้าของ และไม่ได้รับสิทธิจากความยินยอมของสมาชิกแต่ละคนในความหมายเดียวกัน
ราคาและการคำนวณทางเศรษฐกิจ
การแลกเปลี่ยนสิทธิในทรัพย์สินเชื่อมกับการเกิดราคาตลาด เมื่อบุคคลที่ประเมินสิ่งของต่างกันสามารถซื้อขายได้ ราคาที่เกิดขึ้นย่อมสะท้อนเงื่อนไขของการแลกเปลี่ยน ณ เวลาและสถานที่หนึ่ง มันไม่ใช่เครื่องวัด “คุณค่าที่แท้จริง” ของวัตถุ แต่เป็นข้อมูลที่เกิดจากการประเมินและการเลือกของผู้คน
Ludwig von Mises ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกรรมสิทธิ์เอกชนในปัจจัยการผลิต เขาเสนอว่าเมื่อที่ดิน วัตถุดิบ เครื่องจักร และปัจจัยอื่นแลกเปลี่ยนกันโดยใช้เงินเป็นสื่อกลาง ย่อมเกิดราคาตลาดที่ผู้ประกอบการใช้เปรียบเทียบแผนการผลิตได้ พวกเขาจึงพอคำนวณได้ว่า การใช้เหล็ก แรงงาน หรือเครื่องจักรในโครงการหนึ่งมีต้นทุนทางการเงินอย่างไรเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น
ประเด็นของ Mises ไม่ใช่ว่าราคาบอกคุณค่าที่เป็นวัตถุวิสัย หรือว่ากรรมสิทธิ์เอกชนพิสูจน์สิทธิธรรมชาติ หากไม่มีการแลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิต ก็ยากจะมีราคาตลาดสำหรับปัจจัยเหล่านั้น และหากไม่มีราคาดังกล่าว การคำนวณเปรียบเทียบระหว่างแผนการผลิตจำนวนมากจะสูญเสียฐานสำคัญไป นี่คือข้อวิเคราะห์เกี่ยวกับการคำนวณทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าผู้ถือทรัพย์สินปัจจุบันทุกรายมีสิทธิชอบธรรมโดยอัตโนมัติ
Locke: แรงงาน สิทธิธรรมชาติ และเงื่อนไขกำกับ
John Locke ตั้งคำถามว่า หากทรัพยากรในธรรมชาติไม่ได้มีป้ายชื่อเจ้าของติดอยู่ มนุษย์จะได้สิทธิในทรัพยากรส่วนหนึ่งมาอย่างไร คำตอบของเขาเริ่มจากความสัมพันธ์ของบุคคลกับร่างกายและแรงงานของตน แล้วอธิบายว่าการนำแรงงานไปใช้กับสิ่งที่ยังไม่มีเจ้าของอาจแยกสิ่งนั้นออกจากสภาพที่ใช้ร่วมกัน และทำให้เกิดข้อเรียกร้องในทรัพย์สิน
การอธิบาย Locke ด้วยวลีว่า “ผสมแรงงานแล้วเป็นเจ้าของ” จึงไม่ครบถ้วน เขาไม่ได้เพียงเสนอการแตะหรือดัดแปลงวัตถุเป็นสูตรสำเร็จ แต่กำลังพยายามอธิบายว่าการจัดสรรทรัพยากรเกิดขึ้นได้อย่างไรโดยไม่ต้องรอให้ผู้มีอำนาจมอบสิทธิให้ก่อน Locke ยังกล่าวถึงข้อจำกัดเรื่องการปล่อยทรัพยากรให้เสียเปล่า และ Lockean proviso ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเหลือทรัพยากร “เพียงพอและดีพอ” แก่ผู้อื่น อันเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงด้านการตีความอย่างจริงจัง
Hayek: กฎทั่วไปและความรู้ที่กระจัดกระจาย
F.A. Hayek ให้เหตุผลเรื่องทรัพย์สินต่างจาก Locke เขาเน้นปัญหาความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่ในหมู่คนจำนวนมาก ผู้ผลิตรู้สภาพเครื่องจักรของตน ชาวนารู้สภาพดินในพื้นที่ ผู้บริโภครู้ความต้องการเฉพาะของตน และผู้ประกอบการเห็นโอกาสที่ผู้อื่นอาจยังไม่เห็น ไม่มีผู้วางแผนคนใดรวบรวมความรู้ลักษณะนี้ได้ครบถ้วนและทันเวลาเสมอไป
ในกรอบของ Hayek กรรมสิทธิ์ สัญญา และราคาช่วยให้คนจำนวนมากปรับแผนเข้าหากันโดยไม่ต้องมีใครรู้รายละเอียดทั้งหมด กรรมสิทธิ์ระบุว่าใครมีอำนาจตัดสินใจในทรัพยากรใด และทำให้ผู้คนใช้ความรู้เฉพาะของตน ทดลอง และรับผลจากการตัดสินใจได้ เขายังเชื่อมเรื่องนี้กับหลักนิติธรรม (rule of law) ซึ่งเน้นกฎทั่วไปที่รู้ล่วงหน้าได้ มากกว่าคำสั่งเฉพาะรายที่ขึ้นกับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
Rothbard: การได้มา การโอน และการรุกราน
Murray Rothbard เสนอทฤษฎีเชิงบรรทัดฐานในสาย libertarian ที่ชัดเจนกว่า เขาวางสิทธิในทรัพย์สินบนหลักการเป็นเจ้าของตนเอง (self-ownership) การจัดสรรทรัพยากรที่ยังไม่มีเจ้าของผ่านการนำมาใช้หรือพัฒนาเป็นครั้งแรก (original appropriation หรือ homesteading) และการโอนโดยสมัครใจผ่านการแลกเปลี่ยน การให้ หรือมรดก
จุดสำคัญของ Rothbard ไม่ใช่หลักว่า “ใครใช้ประโยชน์มากกว่าคนนั้นเป็นเจ้าของ” ผู้ที่นำทรัพยากรซึ่งยังไม่มีเจ้าของมาใช้และเปลี่ยนสภาพเป็นคนแรก ย่อมได้กรรมสิทธิ์เริ่มต้นเหนือส่วนที่เขานำมาใช้จริง และกรรมสิทธิ์นั้นดำเนินต่อไปผ่านการโอนโดยสมัครใจ การไม่ได้ใช้ทรัพย์ชั่วคราวจึงไม่ใช่เหตุให้กรรมสิทธิ์ที่ได้มาโดยชอบธรรมสูญหายไปเอง
ประวัติการได้มาจึงมีความสำคัญ เอกสารทางกฎหมายอย่างเดียวไม่ทำให้การถือครองชอบธรรม หากทรัพย์เริ่มต้นจากการยึด การขโมย หรือการบังคับโอน คำถามเรื่องกรรมสิทธิ์ไม่จบที่ว่าใครถือทรัพย์อยู่ในปัจจุบัน แต่ต้องย้อนถามว่าเขาหรือผู้ที่โอนให้เขาได้สิทธินั้นมาอย่างไร ทฤษฎีนี้เผชิญคำถามยากเช่นกัน: การใช้มากเพียงใดจึงนับเป็นการจัดสรรครั้งแรก การใช้พื้นที่บางส่วนก่อสิทธิเหนือพื้นที่ส่วนอื่นได้หรือไม่ และเมื่อการละเมิดเกิดขึ้นหลายชั่วอายุคน เราจะระบุผู้เสียหายและหลักฐานเพื่อเยียวยาได้อย่างไร
สำคัญที่สุด Rothbard กำลังเสนอทฤษฎีศีลธรรม ไม่ใช่ข้อสรุปที่เศรษฐศาสตร์ออสเตรียนหรือ praxeology พิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง คนหนึ่งอาจเห็นด้วยกับ Mises เรื่องบทบาทของราคาและการคำนวณทางเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องยอมรับทฤษฎีสิทธิในทรัพย์สินของ Rothbard ทั้งหมด
ทรัพย์สิน กฎหมาย และเสรีภาพปัจเจก
นักคิดเสรีนิยมคลาสสิกจำนวนมากเชื่อมทรัพย์สินเข้ากับเสรีภาพปัจเจก เพราะการกำหนดชีวิตของตนเองต้องอาศัยการควบคุมทรัพยากรบางส่วน หากบุคคลไม่มีอำนาจเหนือผลของแรงงาน เครื่องมือทำมาหากิน การออม หรือพื้นที่อยู่อาศัยของตนเลย เสรีภาพในเชิงนามธรรมอาจไม่เพียงพอให้เขาเลือกและทำตามแผนชีวิตได้จริง
Frédéric Bastiat มองชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สินว่าเป็นสิ่งที่กฎหมายมีหน้าที่คุ้มครอง เขากังวลว่ากฎหมายอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือให้บางฝ่ายได้ประโยชน์จากแรงงานหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่ากฎหมายใช้กับทุกคนอย่างเสมอกันหรือคาดการณ์ได้หรือไม่ แต่ต้องถามด้วยว่า กฎหมายนั้นกำลังคุ้มครองชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน หรือกำลังทำในสิ่งที่หากบุคคลทั่วไปกระทำเองจะถูกเรียกว่าการลักทรัพย์หรือการบังคับ
แต่ประโยคว่า “ทรัพย์สินสนับสนุนเสรีภาพ” ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อสรุปทางศีลธรรมโดยอัตโนมัติ มันต้องอาศัยข้อสมมติเพิ่มเติมว่าเราให้น้ำหนักกับเสรีภาพแบบใด มองความยุติธรรมของการได้มาอย่างไร และยอมรับการจำกัดสิทธิในสถานการณ์ใด การวิเคราะห์ว่าสิทธิช่วยให้วางแผนหรือเกิดการลงทุน ไม่อาจตัดสินแทนข้อถกเถียงเหล่านี้ได้
ขอบเขตของสิทธิและกรณีที่คำตอบไม่ง่าย
มลพิษแสดงให้เห็นว่าการระบุเจ้าของยังไม่พอ เจ้าของโรงงานอาจมีสิทธิใช้ทรัพย์สินของตน แต่ควันพิษไม่ได้หยุดอยู่ตรงแนวรั้ว ในกรอบของ Rothbard ประเด็นจึงไม่ใช่ความเสี่ยงทั่วไปที่เพียงพอจะสั่งห้ามล่วงหน้า หากต้องถามว่ามีการรุกล้ำหรือความเสียหายทางกายภาพเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ใครเป็นผู้ก่อ และความสัมพันธ์เชิงเหตุระหว่างการกระทำกับความเสียหายนั้นพิสูจน์ได้เพียงใด ภาระการพิสูจน์จึงเป็นส่วนสำคัญของการคุ้มครองสิทธิพอ ๆ กับหลักการเรื่องสิทธิเอง
การจัดเก็บภาษีเป็นข้อถกเถียงอีกแบบหนึ่ง ทฤษฎีการเมืองจำนวนมากมองว่าภาษีเป็นภาระร่วมเพื่อจัดหากฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน หรือบริการสาธารณะ แต่ในมุมของ Rothbard ภาษีไม่ใช่ราคาของบริการ เพราะประชาชนไม่มีสิทธิปฏิเสธการซื้อหรือเลือกผู้ให้บริการภายใต้เงื่อนไขเดียวกับการแลกเปลี่ยนในตลาด ภาษีจึงเป็นการบังคับโอนทรัพย์สิน ไม่ว่าเงินที่จัดเก็บจะถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ข้อโต้แย้งว่าภาษีจำเป็นต่อบริการสาธารณะจึงยังต้องตอบว่า เหตุใดประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจึงทำให้การเก็บทรัพย์จากผู้ไม่ยินยอมกลายเป็นสิ่งชอบธรรม
ทรัพยากรส่วนรวม เช่น แหล่งน้ำ ป่า และพื้นที่ประมง ก็ไม่จำเป็นต้องมีทางเลือกเพียงระหว่างกรรมสิทธิ์ของรัฐกับกรรมสิทธิ์เอกชนแบบเจ้าของคนเดียว ชุมชนอาจสร้างกติกา กำหนดสมาชิก ตรวจสอบการใช้ และลงโทษผู้ละเมิดร่วมกันได้ คำถามสำคัญคือสมาชิกได้สิทธิอย่างไร ขอบเขตการตัดสินใจชัดเจนเพียงใด และกติกานั้นตั้งอยู่บนความยินยอมหรืออำนาจบังคับในรูปแบบใด
ทรัพย์สินทางปัญญายิ่งแสดงว่าคำว่า “ทรัพย์สิน” ครอบคลุมสิ่งที่มีลักษณะต่างกัน ความคิดหรือข้อมูลถูกใช้โดยหลายคนพร้อมกันได้ โดยไม่ได้กันผู้คิดเดิมออกจากการใช้แบบเดียวกับที่ดินหรืออาหาร ข้อโต้แย้งที่ Stephan Kinsella พัฒนาอย่างเป็นระบบเห็นว่า สิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ตามกฎหมายให้อำนาจบุคคลหนึ่งควบคุมการใช้ทรัพย์สินทางกายภาพของผู้อื่น แม้ผู้อื่นจะได้ทรัพย์นั้นมาโดยชอบธรรมก็ตาม จุดยืนนี้ใกล้เคียงแต่ไม่เหมือน Rothbard ทุกประการ: Rothbard ปฏิเสธสิทธิบัตร แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ข้อจำกัดการทำสำเนาบางประเภทเกิดขึ้นผ่านสัญญาโดยสมัครใจ
สิทธิในทรัพย์สินสำคัญอย่างไร?
สิทธิในทรัพย์สินอยู่ตรงจุดเชื่อมระหว่างเสรีภาพ การประกอบการ การคำนวณทางเศรษฐกิจ และหลักนิติธรรม มันกำหนดว่าใครตัดสินใจ ใครรับผลตอบแทนหรือความเสียหาย และความขัดแย้งจะถูกจัดการผ่านการแลกเปลี่ยน สัญญา ศาล หรืออำนาจบังคับอย่างไร
สำหรับเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน กรรมสิทธิ์เอกชนมีบทบาทสำคัญต่อการแลกเปลี่ยน ราคาตลาด กำไรและขาดทุน ตลอดจนการคำนวณระหว่างทางเลือกการผลิต แต่ข้อวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์ทฤษฎีสิทธิธรรมชาติโดยตัวมันเอง และควรแยกออกจากเหตุผลเชิงกฎหมายและศีลธรรมของ Locke, Hayek และ Rothbard
การเข้าใจความต่างนี้ช่วยให้เห็นว่าข้อถกเถียงเรื่องทรัพย์สินอยู่ตรงไหน บางครั้งเราไม่ได้เถียงกันว่ากรรมสิทธิ์มีผลอย่างไร แต่เถียงกันว่าใครควรมีกรรมสิทธิ์ บางครั้งเราเห็นด้วยกับเป้าหมายทางศีลธรรม แต่ยังไม่เห็นต้นทุนของกติกาที่เลือก และบางครั้งเรากำลังใช้คำว่า “สิทธิ” คำเดียวกัน ทั้งที่หมายถึงสิทธิทางกฎหมาย เหตุผลทางเศรษฐกิจ และข้อเรียกร้องทางศีลธรรมคนละเรื่อง
ก่อนจะตัดสินว่าการกระทำหนึ่งเป็นการรุกรานหรือเป็นการใช้สิทธิ เราจึงต้องถามให้ชัดเสียก่อนว่า ทรัพยากรนั้นเป็นของใคร สิทธินั้นเกิดขึ้นอย่างไร และกติกาใดทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปได้โดยไม่เปลี่ยนความร่วมมือให้กลายเป็นการบังคับ
Sources
- John Locke, Second Treatise of Government
- Frédéric Bastiat, The Law
- Ludwig von Mises, Human Action
- F.A. Hayek, The Constitution of Liberty
- Murray N. Rothbard, The Ethics of Liberty
- Murray N. Rothbard, For a New Liberty
- Stephan Kinsella, Against Intellectual Property
Further Reading
- Ludwig von Mises, Socialism: An Economic and Sociological Analysis
- F.A. Hayek, Law, Legislation and Liberty
- Robert Nozick, Anarchy, State, and Utopia
- Elinor Ostrom, Governing the Commons
