สมมติว่าประเทศหนึ่งมีกฎหมายมากมาย มีทั้งรัฐสภา ศาล และตำรวจ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ยังบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศนั้นมี หลักนิติธรรม (Rule of Law) แล้วหรือยัง?
คำตอบไม่จำเป็นต้องเป็น “ใช่” เพราะ Rule of Law ไม่ได้ถามเพียงว่า สังคมมีกฎหมายหรือไม่ แต่ยังถามว่า ผู้ที่ออกกฎหมาย ตีความกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายสามารถใช้อำนาจได้ตามใจ หรือพวกเขาเองก็ต้องอยู่ภายใต้กติกาเช่นกัน เพราะถ้าผู้มีอำนาจสามารถเปลี่ยนกฎเมื่อไรก็ได้ เลือกว่าจะใช้กฎหมายกับใคร หรือยกเว้นให้ใครก็ได้ตามต้องการ สุดท้ายประชาชนก็ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎที่แน่นอน แต่อยู่ภายใต้การตัดสินใจของผู้มีอำนาจ
เรื่องนี้จึงไม่ได้เกี่ยวกับกฎหมายเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อกติกาเป็นตัวกำหนดว่าผู้มีอำนาจทำอะไรได้บ้าง มันย่อมกระทบทั้งเสรีภาพ สิทธิในทรัพย์สิน และความสามารถของผู้คนในการวางแผนชีวิตของตนเอง
แต่แม้เราจะจำกัดผู้มีอำนาจให้ใช้กฎหมายอย่างสม่ำเสมอได้แล้ว ปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะยังมีคำถามที่ยากกว่านั้นว่า หากกฎหมายใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม รู้ล่วงหน้า และไม่มีใครได้รับข้อยกเว้น แต่ตัวกฎนั้นกลับอยุติธรรม เรายังจะเรียกสิ่งนั้นว่า Rule of Law ได้หรือไม่?
Rule of Law คืออะไร?
นักกฎหมายและนักปรัชญาการเมืองยังไม่มีนิยาม Rule of Law ที่ยอมรับตรงกันทั้งหมด แต่ใจความสำคัญที่พบร่วมกันคือ การใช้อำนาจสาธารณะไม่ควรขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะหน้าของผู้มีอำนาจ หากควรถูกกำกับด้วยกฎที่มีอยู่ก่อนและนำมาใช้ตามหลักเกณฑ์ที่คาดหมายได้
หากมองในเชิงรูปแบบ กฎเหล่านี้ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ เข้าใจได้ มีผลต่อจากนี้ไป ไม่เปลี่ยนแปลงง่ายจนเกินไป และนำมาใช้กับกรณีประเภทเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ คุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้รับประกันว่ากฎหมายจะ “ดี” หรือ “ยุติธรรม” แต่ช่วยแยก การปกครองด้วยกฎ ออกจาก การปกครองด้วยคำสั่งตามอำเภอใจ
ลองเปรียบเทียบสองกรณี กฎหนึ่งกำหนดว่า “ผู้ขับรถทุกคนต้องหยุดเมื่อไฟแดง” ส่วนอีกกรณีให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งห้ามบุคคลใดเดินทางได้เมื่อเห็นสมควร ทั้งสองอย่างจำกัดการกระทำของบุคคล แต่แบบแรกสร้างเงื่อนไขที่ทุกคนรู้ล่วงหน้า ส่วนแบบหลังทำให้แต่ละคนต้องคาดเดาการตัดสินใจของผู้ถืออำนาจ
ความแตกต่างนี้ต่างหากที่อยู่ตรงหัวใจของ Rule of Law ไม่ใช่เพียงการ “มีกฎหมาย”
Rule of Law กับ Rule by Law
คำว่า Rule by Law มักใช้เพื่อแยก “การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ” ออกจาก “การทำให้ผู้มีอำนาจอยู่ภายใต้กฎหมายเสียเอง” แม้นักนิติศาสตร์แต่ละสำนักจะอธิบายความแตกต่างนี้ไม่ตรงกันทั้งหมด แต่แนวคิดดังกล่าวยังมีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์อย่างมาก
ภายใต้ Rule by Law รัฐอาจมีกฎหมายละเอียด บังคับใช้รวดเร็ว และลงโทษอย่างสม่ำเสมอ แต่คำถามเกี่ยวกับ Rule of Law ยังไม่จบ เพราะเรายังต้องถามว่า ผู้บังคับใช้ถูกผูกมัดด้วยกฎหรือไม่ กฎหมายสามารถเปลี่ยนย้อนหลังได้หรือไม่ คนบางกลุ่มได้รับข้อยกเว้นหรือไม่ และเจ้าหน้าที่มีดุลพินิจมากเพียงใด
พูดอีกแบบคือ การมี “กฎหมาย” ง่ายกว่าการมี “หลักนิติธรรม” มาก เพราะแม้แต่ระบบที่ใช้อำนาจโดยพลการก็อาจมีกฎหมายอยู่มากมายได้เช่นกัน
แต่แม้มาถึงจุดนี้ ปัญหายังไม่จบ ต่อให้เราสร้างระบบที่กฎหมายทั่วไป เปิดเผย และใช้กับทุกคนอย่างสม่ำเสมอได้สำเร็จ เราก็ยังไม่ได้ตอบคำถามที่ยากที่สุดว่า ตัวกฎนั้นชอบธรรมหรือไม่
กฎทั่วไป: กฎสำหรับสถานการณ์ ไม่ใช่คำสั่งสำหรับคนบางคน
คุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของ Rule of Law คือ ความเป็นกฎทั่วไป (generality) หมายความว่ากฎควรกำหนดประเภทของการกระทำหรือสถานการณ์ มากกว่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผลแก่บุคคลใดเป็นการเฉพาะ
กฎทั่วไปจึงมีโครงสร้างแบบ “หากเกิด X ให้ใช้ Y” มากกว่า “ให้ทำ Y กับบุคคล A” ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะเมื่อกฎถูกกำหนดโดยไม่รู้แน่นอนว่าใครจะเป็นผู้ได้หรือเสียประโยชน์ แรงจูงใจในการใช้กฎหมายเพื่อเลือกผู้ชนะและผู้แพ้บางรายย่อมลดลง
กฎลักษณะนี้มักต้องเปิดเผย ใช้ไปข้างหน้า และมีเสถียรภาพมากพอให้ผู้คนใช้มันเป็นกรอบในการตัดสินใจ หากกฎหมายเปลี่ยนย้อนหลัง หรือเปลี่ยนบ่อยจนไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้อะไรยังถูกกฎหมายอยู่ การมี “กฎ” ก็แทบไม่ต่างจากการรอคำสั่งใหม่ทุกวัน
แต่ความเป็นกฎทั่วไปไม่ได้ทำให้กฎยุติธรรมโดยอัตโนมัติ กฎหมายที่กดขี่ก็สามารถเขียนให้ใช้กับทุกคนได้ และตรงนี้คือรอยต่อสำคัญระหว่าง คุณสมบัติของกฎ กับ เนื้อหาของกฎ
Predictability: ทำไมกฎหมายจึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิต
มนุษย์ไม่ได้เพียงแค่ตอบสนองต่อปัจจุบัน เราเรียนหนังสือ สร้างบ้าน ทำสัญญา ลงทุน หรือเปิดกิจการ เพราะคาดหวังบางอย่างเกี่ยวกับอนาคต ทุกการตัดสินใจจึงต้องอาศัยสมมติฐานบางอย่างเกี่ยวกับโลกที่เราจะเผชิญ
ลองนึกถึงผู้ประกอบการที่กำลังตัดสินใจลงทุนในโครงการซึ่งใช้เวลาคืนทุนสิบปี เขาไม่รู้ว่าความต้องการของตลาดจะเป็นอย่างไร คู่แข่งจะทำอะไร หรือเทคโนโลยีใหม่จะเกิดขึ้นหรือไม่ ความไม่แน่นอนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ
แต่ยังมีความไม่แน่นอนอีกชนิดหนึ่ง คือเขาไม่รู้ว่ากฎซึ่งใช้กับกิจการของเขาวันนี้จะยังถูกใช้แบบเดิมในวันพรุ่งนี้หรือไม่ หากกรรมสิทธิ์สามารถถูกเปลี่ยนย้อนหลัง สัญญาไม่แน่นอน หรือกฎขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้บังคับใช้ ความเสี่ยงที่เขาต้องรับจะเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใด legal certainty หรือความแน่นอนทางกฎหมายมีความสำคัญ ในภาษาของ Austrian Economics มนุษย์เลือกวิธีการในปัจจุบันเพื่อไปสู่เป้าหมายในอนาคต กฎหมายที่ค่อนข้างแน่นอนจึงเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่แต่ละคนนำไปประกอบแผน
Rule of Law ไม่ได้ลบ ความไม่แน่นอน ออกจากชีวิต มันเพียงลด ความไม่แน่นอนประเภทหนึ่งที่เกิดจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจ
Equality Before the Law: กฎหมายเดียวกันจริงหรือไม่?
สมมติว่ามีกฎหมายห้ามประชาชนทำสิ่งหนึ่ง แต่เจ้าหน้าที่บางกลุ่มสามารถทำสิ่งเดียวกันได้โดยได้รับข้อยกเว้นเพียงเพราะตำแหน่งของตน ระบบนั้นยังใช้ “กฎหมายเดียวกันกับทุกคน” อยู่หรือไม่?
นี่คือปัญหาที่แนวคิด ความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย (Equality Before the Law) พยายามตอบ กฎประเภทเดียวกันควรถูกนำไปใช้กับบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์ทางกฎหมายประเภทเดียวกัน โดยไม่ขึ้นอยู่กับฐานะ ความสัมพันธ์ หรือความโปรดปรานของผู้ถืออำนาจ
แนวคิดนี้จึงต่อต้าน อภิสิทธิ์ทางกฎหมาย หรืออภิสิทธิ์ทางกฎหมาย แต่ ความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย ไม่เท่ากับ ความเสมอภาค ทุกความหมาย มันไม่ได้ตอบว่ารายได้ ทรัพย์สิน โอกาส หรือผลลัพธ์ทางสังคมควรเท่ากันเพียงใด คำถามเหล่านั้นเป็นข้อถกเถียงอีกชุดหนึ่ง
สิ่งที่ Rule of Law สนใจตรงนี้คือ กฎเปลี่ยนไปตามตัวบุคคลหรือไม่
Rule of Law และ Individual Liberty
เสรีภาพไม่ได้หมายถึงโลกที่ไม่มีกฎ หากทุกคนสามารถใช้กำลัง ยึดทรัพย์ หรือผิดสัญญาโดยไม่มีข้อจำกัด การไม่มีข้อบังคับก็ไม่ได้ทำให้ปัจเจกมีพื้นที่ในการใช้ชีวิตของตนมากขึ้นเสมอไป
ในแนวคิดเสรีนิยมหลายสาย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีข้อจำกัดหรือไม่” แต่คือ ข้อจำกัดมีลักษณะอย่างไร การถูกจำกัดด้วยกฎทั่วไปที่ทราบล่วงหน้าแตกต่างจากการต้องอยู่ภายใต้เจตจำนงเฉพาะหน้าของบุคคลอื่น เพราะอย่างน้อยปัจเจกยังสามารถปรับแผนชีวิตของตนภายในกรอบที่รู้มาก่อน
John Locke เป็นหนึ่งในนักคิดคนสำคัญในแนวคิด ที่เชื่อมเสรีภาพกับการไม่อยู่ภายใต้เจตจำนงตามอำเภอใจ ของผู้อื่น ขณะที่ Hayek ในเวลาต่อมาให้น้ำหนักมากกับลักษณะของกฎ ความคาดการณ์ได้ และข้อจำกัดต่อ อำนาจดุลพินิจ ทั้งสองจึงสัมพันธ์กันในประวัติศาสตร์แนวคิดเรื่องเสรีภาพ แต่ไม่ได้เสนอทฤษฎีเดียวกัน
Rule of Law จึงไม่เท่ากับ “ไม่มี coercion” แต่เป็นความพยายามทำให้การใช้ coercive power อยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่บุคคลสามารถรู้และคาดหมายได้
Property Rights ต้องการมากกว่าการรับรองบนกระดาษ
สิทธิในทรัพย์สินมีความหมายในทางปฏิบัติก็ต่อเมื่อผู้คนรู้ได้ในระดับหนึ่งว่าใครมีสิทธิทำอะไรกับทรัพยากรใด การมีโฉนด สัญญา หรือบทบัญญัติรับรองกรรมสิทธิ์จึงยังไม่พอ หากสิทธิเหล่านั้นสามารถถูกเปลี่ยนเฉพาะรายหรือเพิกถอนได้ตามอำเภอใจ
ผู้ประกอบการที่ลงทุนระยะยาวจึงไม่ได้ถามเพียงว่า “วันนี้กฎหมายอนุญาตหรือไม่” แต่ต้องถามด้วยว่ากรรมสิทธิ์ สัญญา และกระบวนการระงับข้อพิพาทน่าเชื่อถือเพียงใด หากกติกาเปลี่ยนไปตามตัวบุคคล ความเสี่ยงของเขาจะไม่ได้มาจากตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เพิ่มความไม่แน่นอนที่เกิดจากระบบกฎหมายเข้าไปด้วย
อย่างไรก็ตาม Rule of Law ไม่ได้กำหนดว่าทุกสังคมต้องมี ระบบกรรมสิทธิ์ แบบเดียวกัน คำถามว่าสิทธิในทรัพย์สินควรมีขอบเขตแค่ไหนเป็นคำถามว่าด้วยสิ่งที่ควรเป็น อีกชั้นหนึ่ง ส่วน Rule of Law ถามก่อนว่า สิทธิที่ระบบประกาศไว้นั้นมีความมั่นคงและถูกใช้สม่ำเสมอหรือไม่
Hayek: เมื่อกฎหมายกลายเป็นข้อมูลสำหรับแผนของแต่ละคน
สำหรับ F.A. Hayek ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่แค่ “รัฐควรมีกฎหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า กฎชนิดใดทำให้คนจำนวนมากสามารถใช้ความรู้ของตนเองได้
Hayek ให้ความสำคัญกับความแตกต่างระหว่าง general and abstract rules กับคำสั่งที่มุ่งกำหนดผลลัพธ์เฉพาะ กฎทั่วไปไม่ได้บอกประชาชนว่าต้องเลือกเป้าหมายอะไร แต่กำหนดกรอบที่บุคคลจำนวนมากสามารถใช้ความรู้ของตนเพื่อดำเนินตามเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ แนวคิดนี้ปรากฏชัดใน The Road to Serfdom โดยเฉพาะบท “Planning and the Rule of Law”
แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับปัญหาเรื่อง ความรู้ที่กระจายตัว ไม่มีผู้วางแผนคนใดรู้ความต้องการ สถานการณ์ ความรู้เฉพาะที่ และการประเมินอนาคตของทุกคน หากระบบพยายามกำหนดว่าใครควรได้อะไร ผลิตอะไร หรือทำอะไรในรายละเอียด ผู้ใช้อำนาจย่อมต้องใช้ดุลพินิจมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในทางตรงกันข้าม กฎทั่วไปที่รู้ล่วงหน้าสามารถกลายเป็นข้อมูลที่คนแต่ละคนใช้สร้างแผนของตนเองได้ Hayek จึงเชื่อม Rule of Law เข้ากับทั้งเสรีภาพ การจำกัดอำนาจดุลพินิจ และปัญหาความรู้ที่กระจายอยู่ทั่วสังคม
ดูเหมือนว่าเราจะได้คำตอบแล้ว: ลดอำนาจตามอำเภอใจด้วยกฎทั่วไปที่ใช้กับทุกคน
แต่ถ้ากฎนั้นกดขี่ทุกคนอย่างเท่าเทียมล่ะ?
ถ้ากฎทั่วไปยังอยุติธรรมได้ล่ะ?
นี่คือจุดที่ Murray Rothbard และ Ronald Hamowy วิจารณ์ Hayek จากภายในแนวคิดเสรีนิยมเอง คำถามของพวกเขาคือ ความเป็นกฎทั่วไป ความสามารถในการคาดการณ์ และการบังคับใช้อย่างเสมอภาค เพียงพอต่อการปกป้องเสรีภาพจริงหรือ?
กฎหนึ่งอาจประกาศล่วงหน้า ใช้กับทุกคน และบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ แต่ยังจำกัดเสรีภาพของทุกคนอย่างรุนแรงได้ พูดอีกแบบหนึ่ง กฎหมายสามารถกดขี่ได้โดยไม่จำเป็นต้องเลือกปฏิบัติ Rothbard จึงตั้งคำถามต่อความเพียงพอของเกณฑ์เชิงรูปแบบในบทวิจารณ์แนวคิด coercion ของ Hayek ใน The Ethics of Liberty
ข้อวิจารณ์นี้ไม่ได้ทำให้คุณสมบัติเชิงรูปแบบของ Rule of Law หมดความสำคัญ แต่มันเปิดช่องว่างระหว่างสองคำถามที่ไม่ควรถูกหลอมรวมกันง่าย ๆ คือ กฎถูกสร้างและใช้อย่างไร กับ เนื้อหาของกฎนั้นชอบธรรมหรือไม่
จุดนี้เองที่ข้อถกเถียงเรื่อง Rule of Law เริ่มลึกกว่าปัญหาของ อำนาจตามอำเภอใจ และเข้าสู่คำถามเรื่อง ความยุติธรรม
Formal กับ Substantive Rule of Law
แนวคิดแบบ formal เน้นคุณสมบัติของกฎและกระบวนการ เช่น ความชัดเจน, ความเป็นกฎทั่วไป, การเปิดเผยต่อสาธารณะ, การมีผลไปข้างหน้า, ความมั่นคง และความสอดคล้องระหว่างกฎที่ประกาศกับการบังคับใช้ คำถามหลักคือ ระบบกฎหมายทำให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าและจัดการชีวิตภายใต้กฎได้หรือไม่
Lon L. Fuller มีอิทธิพลอย่างมากต่อการถกเถียงนี้ เพราะเขาวิเคราะห์เงื่อนไขที่ทำให้การปกครองผ่าน “กฎ” เป็นไปได้จริง เช่น กฎต้องไม่ขัดแย้งกันจนปฏิบัติไม่ได้ ไม่เปลี่ยนถี่จนไม่มีความหมาย และการบังคับใช้ต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ประกาศไว้ อย่างไรก็ตาม Fuller ไม่ควรถูกจัดอยู่ในฝั่ง “formal” แบบง่าย ๆ เพราะเขาเรียกคุณสมบัติเหล่านี้ว่า internal morality of law ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบกับศีลธรรมในทฤษฎีของเขาซับซ้อนกว่านั้น
ส่วนแนวคิดแบบ substantive มองว่าคุณสมบัติเชิงรูปแบบอาจยังไม่พอ Rule of Law ที่มีความหมายอาจต้องรวมการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพพื้นฐาน หรือหลักความยุติธรรมบางอย่างเข้าไปด้วย
ข้อถกเถียงจึงไม่ใช่ว่าฝ่ายหนึ่งสนใจกฎหมายและอีกฝ่ายสนใจความยุติธรรม แต่คือ เราควรใส่ความยุติธรรมไว้ภายในนิยาม Rule of Law หรือประเมินมันด้วยหลักเกณฑ์อีกชุดหนึ่งแยกต่างหาก
Law, Legislation และ Spontaneous Order
Hayek ยังแยก law ออกจาก legislation ในทางทฤษฎี เขาให้ความสำคัญกับกฎบางชนิดที่ค่อย ๆ พัฒนาผ่านจารีต การตัดสินข้อพิพาท แนวคำพิพากษา และการปรับตัวของสังคม มากกว่ามองว่ากฎหมายทั้งหมดต้องถูกสร้างจากศูนย์โดยฝ่ายนิติบัญญัติ
แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ Spontaneous Order สถาบันทางกฎหมายบางส่วนสามารถเกิดจากปฏิสัมพันธ์และประสบการณ์สะสมของคนจำนวนมาก โดยไม่มีใครออกแบบผลรวมทั้งหมดไว้ล่วงหน้า
แต่การที่กฎหนึ่งเกิดขึ้นเองไม่ได้พิสูจน์ว่ากฎนั้นยุติธรรม จารีตที่วิวัฒน์ตามธรรมชาติก็สามารถสะท้อนอคติ ความผิดพลาด หรือผลประโยชน์ของบางกลุ่มได้ และกฎหมายที่ถูกออกแบบโดยเจตนาก็ไม่ได้ผิดเพียงเพราะมันถูกออกแบบ
Spontaneous Order เป็นคำอธิบายว่าระเบียบบางชนิดเกิดขึ้นอย่างไร ไม่ใช่ใบรับรองว่าผลลัพธ์นั้นดีเพราะมันเกิดขึ้นเอง
Rule of Law กับ Democracy
ประชาธิปไตยและ Rule of Law เกี่ยวข้องกัน แต่ตอบคนละคำถาม Democracy สนใจว่า ใครมีอำนาจตัดสินใจทางการเมือง และอำนาจนั้นได้รับมอบหมายอย่างไร ส่วน Rule of Law ถามว่า เมื่อมีอำนาจแล้ว อำนาจนั้นถูกจำกัดและใช้อย่างไร
รัฐบาลอาจได้รับเลือกอย่างถูกต้องตามกระบวนการประชาธิปไตย แต่ยังสามารถออกกฎหมายย้อนหลัง เลือกปฏิบัติ หรือให้อำนาจดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่กว้างจนประชาชนไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่ากฎจะถูกใช้กับตนอย่างไร
เสียงข้างมากจึงตอบคำถามว่าใครชนะการตัดสินใจร่วมกัน แต่ไม่ได้ตอบทั้งหมดว่าผู้ชนะมีสิทธิทำอะไรได้บ้าง
ในอีกด้านหนึ่ง Rule of Law ก็ไม่ใช่ทฤษฎีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในตัวเอง ระบบอาจมีกฎหมายค่อนข้างแน่นอนและศาลค่อนข้างเป็นอิสระ แต่ยังมีคำถามเรื่องการเป็นตัวแทน สิทธิทางการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชนเหลืออยู่
Democracy กับ Rule of Law จึงสามารถสนับสนุนกันได้ แต่ไม่ควรถูกทำให้เป็นสิ่งเดียวกัน
Rule of Law กับ Austrian Economics
Austrian Economics ไม่ได้พิสูจน์ว่า Rule of Law เป็นหลักศีลธรรมที่ถูกต้อง สิ่งที่มันช่วยอธิบายได้ดีกว่าคือ ผลของกฎต่อความสามารถของคนในการสร้างและประสานแผนของตนเอง
ผู้ประกอบการต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากตลาดอยู่แล้ว ทั้งต้นทุน ความต้องการ ราคา เทคโนโลยี และการกระทำของคู่แข่ง หากต้องรับความไม่แน่นอนเพิ่มเติมจากกฎที่เปลี่ยนตามดุลพินิจ การตัดสินใจระยะยาวก็ยิ่งยากขึ้น
จุดเชื่อมกับ Economic Calculation จึงต้องแยกให้ชัด ในความหมายตามแนวคิดของ Mises ปัญหาการคำนวณทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับราคาตลาดของปัจจัยการผลิตและกรรมสิทธิ์ในปัจจัยเหล่านั้น ส่วน Rule of Law เป็นเงื่อนไขเชิงสถาบันที่กว้างกว่า ซึ่งช่วยให้สิทธิ สัญญา และกฎบางอย่างมีความน่าเชื่อถือพอให้ผู้คนใช้เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผน
นี่เป็นการวิเคราะห์ว่าสถาบันแบบต่าง ๆ เปลี่ยนเงื่อนไขของการตัดสินใจอย่างไร ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า Austrian Economics นำไปสู่รูปแบบรัฐบาลใดโดยจำเป็น
Rule of Law เพียงพอหรือไม่?
ตอนนี้เรากลับมาถึงคำถามเดิม แต่ในรูปที่ยากกว่าเดิมมาก
สมมติว่ากฎหมายหนึ่งเปิดเผย ชัดเจน ใช้ไปข้างหน้า ใช้กับทุกคนในประเภทเดียวกัน และศาลบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ กฎนั้นผ่านเกณฑ์ Rule of Law เชิงรูปแบบจำนวนมาก
แต่ถ้ากฎนั้นละเมิดสิทธิพื้นฐานอย่างร้ายแรง เราควรพูดว่าปัญหาอยู่ “นอก” Rule of Law และเป็นปัญหาเรื่อง ความยุติธรรม แยกต่างหาก หรือควรกล่าวว่าระบบดังกล่าวไม่มี Rule of Law อย่างแท้จริงตั้งแต่ต้น?
ไม่มีคำตอบที่ทุกสำนักยอมรับร่วมกัน และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ควรระวังคำว่า Rule of Law มากที่สุด
หากนำทุกคุณค่าที่เราชอบใส่เข้าไปในคำว่า Rule of Law คำนี้จะกลายเป็นคำชมกว้าง ๆ จนสูญเสียความแม่นยำ แต่หากนิยามมันแคบเกินไป เราก็อาจพบระบบที่ “มี Rule of Law” ในทางเทคนิคทั้งที่เนื้อหาของกฎหมายกดขี่อย่างรุนแรง
ความตึงเครียดนี้ไม่ได้ทำให้แนวคิดล้มเหลว ตรงกันข้าม มันทำให้เราเห็นสิ่งที่คำจำกัดความง่าย ๆ มักซ่อนไว้: รูปแบบของอำนาจกับความชอบธรรมของอำนาจเป็นคำถามที่สัมพันธ์กัน แต่ไม่ใช่คำถามเดียวกัน
ทำไม Rule of Law จึงสำคัญ?
Individual Liberty บอกเราว่าปัจเจกต้องการพื้นที่ในการเลือกและดำเนินชีวิต Property Rights บอกว่าใครสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรใด ส่วน Non-Aggression Principle เสนอหลักเกณฑ์เชิงศีลธรรมเกี่ยวกับขอบเขตของการใช้กำลัง
แต่ทันทีที่หลักการเหล่านี้เข้าสู่สังคมขนาดใหญ่ ปัญหาอีกชุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้น: หลักการเหล่านั้นจะกลายเป็นสถาบันที่คนจำนวนมากสามารถพึ่งพาได้อย่างไร
กรรมสิทธิ์มีความหมายเพียงใดหากคำตัดสินเปลี่ยนไปตามบุคคล? สัญญาระยะยาวมีค่ามากเพียงใดหากเงื่อนไขสามารถถูกแก้ย้อนหลัง? เสรีภาพจะมั่นคงแค่ไหนหากขอบเขตของมันเปลี่ยนตามผู้ถืออำนาจ?
Rule of Law จึงเป็นสะพานระหว่าง philosophy, law, economics และ political institutions มันไม่ได้ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับสังคมที่ดี แต่มันทำให้คำถามหนึ่งชัดขึ้นอย่างมาก: เมื่อสังคมต้องอยู่ภายใต้กฎ เราจะทำอย่างไรไม่ให้กฎกลายเป็นเพียงภาษาทางกฎหมายสำหรับรองรับเจตจำนงของผู้มีอำนาจ
และทันทีที่เรายอมรับว่าผู้ใช้อำนาจเองต้องถูกจำกัด คำถามถัดไปก็เกิดขึ้นแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้: ใครจะควบคุมผู้ที่มีอำนาจ และสถาบันแบบใดจะทำให้ข้อจำกัดนั้นมีผลจริง?
บทสรุป
Rule of Law ลึกกว่าคำว่า “ทุกคนต้องทำตามกฎหมาย” เพราะบุคคลที่ต้องอยู่ภายใต้กฎไม่ได้มีเพียงประชาชน แต่รวมถึงผู้ที่สร้าง ตีความ และบังคับใช้กฎด้วย
กฎทั่วไป เปิดเผย คาดการณ์ได้ และใช้สม่ำเสมอสามารถช่วยลด อำนาจตามอำเภอใจ และทำให้ปัจเจกมีพื้นที่ในการวางแผนชีวิตของตน แต่คุณสมบัติเหล่านั้นไม่ได้ตอบคำถามเรื่องความยุติธรรมทั้งหมด กฎหมายจึงอาจดีในเชิงรูปแบบ แต่ยังมีปัญหาในเชิงความชอบธรรมของเนื้อหาได้
Rule of Law จึงไม่ได้ยุติคำถามเรื่องอำนาจ มันเพียงทำให้คำถามนั้นแม่นขึ้นว่า อำนาจถูกใช้ผ่านกฎอย่างไร และกฎนั้นสมควรได้รับการยอมรับเพราะอะไร
Sources
- F.A. Hayek, The Road to Serfdom
- F.A. Hayek, The Constitution of Liberty
- F.A. Hayek, Law, Legislation and Liberty
- A.V. Dicey, Introduction to the Study of the Law of the Constitution
- Lon L. Fuller, The Morality of Law
- David Boaz, Libertarianism: A Primer
- Murray N. Rothbard, The Ethics of Liberty
Further Reading
- F.A. Hayek, The Constitution of Liberty สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง liberty, coercion, general rules และ Rule of Law
- F.A. Hayek, Law, Legislation and Liberty, Vol. 1: Rules and Order สำหรับความแตกต่างระหว่าง law กับ legislation และความสัมพันธ์กับ spontaneous order
- A.V. Dicey, Introduction to the Study of the Law of the Constitution สำหรับรากฐานคลาสสิกของ Rule of Law ในบริบทรัฐธรรมนูญอังกฤษ
- Lon L. Fuller, The Morality of Law สำหรับคำถามว่าคุณสมบัติเชิงรูปแบบของกฎหมายสัมพันธ์กับความชอบธรรมและศีลธรรมอย่างไร
