เงินเกิดขึ้นได้อย่างไร หากไม่มีใครนั่งลงแล้วประดิษฐ์มันขึ้นมา?
เงินดูเหมือนเป็นสิ่งที่ต้องมีใครสักคนกำหนดขึ้นมาก่อน ต้องมีชื่อ มีหน่วย มีมาตรฐาน และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีคนจำนวนมากยอมรับมันร่วมกัน แต่ลองตัดรัฐบาล ธนาคารกลาง และประกาศทางกฎหมายออกจากภาพชั่วคราว แล้วสมมติว่าไม่มีใครมีอำนาจบอกคนอื่นว่าสิ่งไหนควรเป็นเงิน คำถามคือ คนแปลกหน้าหลายพันคนจะลงเอยด้วยการยอมรับของชนิดเดียวกันได้อย่างไร?
Carl Menger นักเศรษฐศาสตร์ผู้วางรากฐานสำคัญให้ Austrian Economics เสนอคำตอบที่น่าสนใจ เพราะเขาไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “เงินคืออะไร” แต่ย้อนกลับไปมองปัญหาที่มีอยู่ก่อนเงินเสียอีก นั่นคือปัญหาง่าย ๆ ว่า ถ้าคุณมีของที่คนตรงหน้าไม่ต้องการ คุณจะแลกเปลี่ยนกับเขาอย่างไร
ถ้าช่างทำรองเท้าไม่อยากได้ข้าวล่ะ?
สมมติว่าคุณปลูกข้าวและต้องการรองเท้าคู่ใหม่ คุณพบช่างทำรองเท้าที่มีรองเท้าแบบที่คุณต้องการ แต่ปัญหาคือเขามีข้าวอยู่เต็มบ้านแล้ว คุณมีของที่มีค่า เขาก็มีของที่มีค่า ทว่าการแลกเปลี่ยนกลับเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะนอกจากคุณจะต้องอยากได้รองเท้าของเขาแล้ว ช่างทำรองเท้าก็ต้องอยากได้ข้าวของคุณด้วย
ความต้องการของทั้งสองฝ่ายจึงต้องมาตรงกันในเวลาเดียวกัน ปัญหานี้เรียกว่า double coincidence of wants ส่วนการเอาข้าวไปแลกรองเท้าโดยตรงเรียกว่า Direct Exchange ซึ่งทำงานได้ดีเมื่อคนสองคนต่างมีสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ แต่เมื่อสินค้ามีมากขึ้น ผู้คนมีมากขึ้น และความต้องการหลากหลายขึ้น การหาคู่แลกเปลี่ยนที่ตรงกันก็ยิ่งยากขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม แบบจำลองนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกสังคมในประวัติศาสตร์เริ่มต้นจาก barter แล้วค่อยพัฒนาไปสู่เงิน เพราะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังพบทั้งเครดิต หนี้ หน่วยบัญชี และรูปแบบการแลกเปลี่ยนอื่นอีกมาก คำถามของเราจึงแคบกว่านั้น คือ เมื่อคนต้องแลกเปลี่ยนกัน เหตุใดพวกเขาจึงเริ่มยอมรับของที่ตัวเองไม่ได้ต้องการใช้?
ทำไมคนมีเหตุผลจึงรับของที่ตัวเองไม่ได้ต้องการ?
คราวนี้ช่างทำรองเท้ายังไม่เอาข้าวเหมือนเดิม แต่แทนที่จะกลับบ้าน คุณกลับนำข้าวไปแลกกับเกลือ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้อยากได้เกลือเลย มองเผิน ๆ นี่ดูเหมือนเป็นการแลกที่ไม่มีเหตุผล เพราะคุณยอมเสียของที่ตัวเองมี เพื่อรับของที่ตัวเองก็ไม่ได้ต้องการใช้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ คุณไม่ได้กำลังซื้อเกลือเพื่อใช้ คุณกำลังซื้อ ความเป็นไปได้ที่จะแลกต่อ คุณรู้ว่าช่างทำรองเท้าไม่เอาข้าว แต่เขารับเกลือ คุณจึงแลกข้าวเป็นเกลือก่อน แล้วค่อยเอาเกลือไปแลกรองเท้าอีกทอดหนึ่ง แทนที่จะรอจนกว่าจะเจอคนที่มีรองเท้าและอยากได้ข้าวพอดี คุณใช้ของอีกชนิดหนึ่งเป็นสะพานเชื่อมคนสองคนที่มีความต้องการไม่ตรงกัน กระบวนการนี้เรียกว่า Indirect Exchange
ตรงนี้เองที่วิธีมองสินค้าของคุณเริ่มเปลี่ยนไป คุณไม่ได้ถามเพียงว่า “ฉันใช้ของชิ้นนี้ทำอะไรได้” แต่เริ่มถามเพิ่มว่า “ถ้าฉันถือของชิ้นนี้ คนอื่นจะยอมรับมันจากฉันไหม” และทันทีที่คำถามเปลี่ยน ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นตามมา ถ้าเราจะรับของที่เราไม่ได้ต้องการใช้ แล้วทำไมต้องเป็นเกลือ? ทำไมไม่เป็นแพะ แจกัน หรือไม้หนึ่งกอง?
ทำไมต้องเป็นเกลือ ไม่ใช่แพะ?
ของสองอย่างอาจมีมูลค่าเท่ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะ “พร้อมแลก” เท่ากัน บ้านหนึ่งหลังอาจมีมูลค่าหลายล้านบาท แต่คุณไม่สามารถหั่นหนึ่งในพันของบ้านออกไปซื้ออาหารกลางวันได้ และถ้าต้องการขายบ้านวันนี้ คุณอาจต้องประกาศขาย รอคนมาดู ต่อรองราคา หรือหากรีบมากก็อาจต้องยอมลดราคาอย่างหนัก
ในทางกลับกัน ของบางชนิดมีคนรู้จักมากกว่า มีตลาดกว้างกว่า แบ่งได้ง่ายกว่า ขนย้ายสะดวกกว่า และมีคนพร้อมรับมากกว่า คุณจึงสามารถเปลี่ยนมันเป็นของอื่นได้รวดเร็วกว่า โดยไม่ต้องยอมเสียมูลค่ามากเพียงเพราะต้องการแลกทันที ความแตกต่างตรงนี้คือสิ่งที่ Menger ให้ความสนใจอย่างมาก เขาเรียกมันว่า Saleability ซึ่งงานภาษาอังกฤษสมัยต่อมามักใช้คำว่า Marketability หรือพูดง่าย ๆ ว่า ของบางอย่างขายต่อหรือแลกต่อง่ายกว่าของอย่างอื่น
สิ่งสำคัญคือ นี่ไม่ใช่เรื่องเดียวกับคำว่า “มีค่า” แจกันหายากอาจมีค่ามาก บ้านอาจมีค่ามาก หรือแพะอาจมีค่ามากเช่นกัน แต่ถ้าคนต้องการของเหล่านั้นไม่มากพอ หรือมันแบ่งยาก ขนย้ายยาก เก็บยาก หรือคุณภาพของแต่ละชิ้นแตกต่างกันมาก มันก็อาจไม่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการรับไว้เพียงเพื่อเอาไปแลกต่อ
ทันทีที่ผู้คนเริ่มสังเกตเห็นความแตกต่างนี้ การตัดสินใจของพวกเขาก็เปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มมีเหตุผลที่จะรับของที่ขายง่ายกว่า แม้ว่าของนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการใช้มากที่สุดในขณะนั้น หากมีเพียงคนเดียวคิดแบบนี้ เรื่องก็คงจบอยู่แค่นั้น แต่คนอื่นก็สามารถมองเห็นสิ่งเดียวกันได้เช่นกัน
ของธรรมดากลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการได้อย่างไร?
ตรงนี้เองที่เกิดสิ่งน่าสนใจขึ้น เมื่อคนจำนวนมากขึ้นเลือกถือของที่แลกง่าย ความง่ายในการแลกของสิ่งนั้นไม่ได้คงที่ แต่กลับเพิ่มขึ้นเพราะผู้คนกำลังเลือกมันมากขึ้นเรื่อย ๆ
สมมติว่าในตลาดแห่งหนึ่ง คนจำนวนหนึ่งเริ่มรับเงินแท่งเล็ก ๆ เพราะรู้ว่าพ่อค้าหลายร้านยอมรับมันอยู่แล้ว เงินแท่งจึงมีข้อได้เปรียบเหนือสินค้าบางชนิด ไม่ใช่เพราะมันตอบสนองความต้องการส่วนตัวของทุกคน แต่เพราะมันเปิดทางให้ผู้ถือสามารถไปแลกกับคนอื่นได้มากกว่า
เมื่อพ่อค้าอีกคนเห็นว่าเงินแท่งนี้แลกต่อง่าย เขาก็มีเหตุผลที่จะรับมันด้วย และเมื่อมีคนรับเพิ่มขึ้น มันก็ยิ่งแลกต่อง่ายขึ้น คนอื่นจึงยิ่งมีเหตุผลมากขึ้นที่จะรับมันตามไป การยอมรับจึงไม่ได้เพียงขยายตัวเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมคุณสมบัติที่ทำให้ของชิ้นนั้นเหมาะกับการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมากขึ้นเรื่อย ๆ
นี่คือจุดที่เรื่องเงินเริ่มน่าสนใจอย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่คนแต่ละคนกำลังตามหาไม่ใช่ “เงิน” ในความหมายสำเร็จรูป พวกเขาเพียงพยายามลดความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนของตัวเอง แต่ผลจากการเลือกของแต่ละคนกลับทำให้สินค้าบางชนิดค่อย ๆ มีคุณสมบัติทางการเงินมากขึ้น
เมื่อคนรับของชนิดหนึ่งไม่ใช่เพราะต้องการใช้มันโดยตรง แต่เพราะคาดว่าจะสามารถนำมันไปแลกกับของอื่นได้ มันก็กำลังทำหน้าที่เป็น Medium of Exchange และเมื่อการยอมรับแพร่กว้างมากพอ สิ่งนั้นก็ค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า money หากคำอธิบายนี้ถูกต้อง ผลที่ตามมาก็น่าสนใจมาก เพราะมันหมายความว่าเงินอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีใครต้อง “สร้างระบบเงิน” ขึ้นมาก่อนเลย
ถ้าไม่มีใครวางแผน แล้วระบบเกิดขึ้นได้อย่างไร?
คนปลูกข้าวไม่ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมโครงการปฏิรูประบบการเงิน เขาเพียงแค่อยากได้รองเท้า ส่วนพ่อค้าก็ไม่ได้กำลังออกแบบ monetary architecture เขาเพียงอยากถือของที่คนอื่นยอมรับได้ง่ายกว่า
แต่เมื่อแต่ละคนตอบสนองต่อสิ่งที่คนอื่นทำ การกระทำของคนหนึ่งก็เปลี่ยนเงื่อนไขที่อีกคนใช้ในการตัดสินใจ ผลรวมของการปรับตัวเหล่านี้จึงสามารถสร้างสถาบันที่ไม่มีใครออกแบบระบบทั้งหมดไว้ล่วงหน้าได้
นี่เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ภายหลังมักเชื่อมโยงกับแนวคิด Spontaneous Order หรือระเบียบที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์โดยไม่ได้ถูกวางแผนจากส่วนกลาง F. A. Hayek จะขยายกรอบความคิดประเภทนี้ต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องความรู้ ราคา และการประสานงานในสังคม แต่สำหรับเรื่องเงิน ประเด็นของ Menger เรียบง่ายกว่านั้นมาก คือ แต่ละคนเพียงแก้ปัญหาของตัวเอง แล้วระบบที่ใหญ่กว่าก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
จากตรงนี้ คำถามต่อไปแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเงินสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีรัฐ แล้วรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องตอนไหน?
ถ้าเงินเกิดจากตลาด แล้วรัฐเข้ามาตอนไหน?
การบอกว่ารัฐไม่จำเป็นต่อ กำเนิด ของ medium of exchange ไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลง ระบบเงิน หลังจากนั้น ในประวัติศาสตร์ รัฐสามารถกำหนดหน่วยบัญชี ผลิตเหรียญ เก็บภาษีในสกุลที่กำหนด ออกธนบัตร สร้างกฎเรื่อง legal tender ควบคุมสถาบันการเงิน หรือจัดตั้งธนาคารกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถเปลี่ยนแรงจูงใจและโครงสร้างของระบบเงินได้อย่างลึกซึ้ง
ปัญหาคือคำว่า “เงิน” มักถูกใช้ปะปนกันหลายความหมาย เราอาจกำลังพูดถึงการที่ของบางอย่างเริ่มถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หรือกำลังพูดถึงการที่รัฐกำหนดสกุลเงิน หรืออาจกำลังพูดถึงระบบธนาคารและสถาบันการเงินที่เกิดขึ้นภายหลัง หากไม่แยกแต่ละชั้นออกจากกัน เราอาจลงเอยด้วยการเถียงว่า “ตลาดหรือรัฐสร้างเงิน” ทั้งที่แต่ละฝ่ายกำลังตอบคนละคำถามมาตั้งแต่ต้น
Menger ช่วยให้เราเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งจากส่วนกลางก่อน จึงจะเกิดการใช้ medium of exchange ขึ้นได้ แต่หากเรื่องจบอยู่ตรงนี้ Ludwig von Mises ก็คงไม่มีเหตุผลต้องพัฒนาทฤษฎีต่อ เพราะคำอธิบายของ Menger ยังทิ้งปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่งเอาไว้
ในวันที่ยังไม่มีใครใช้มันเป็นเงิน มันมีราคาได้อย่างไร?
วันนี้คุณรับทอง เพราะรู้ว่าเมื่อวานมันซื้อของได้ ส่วนเมื่อวานคนก็รับทอง เพราะรู้ว่าวันก่อนหน้ามันซื้อของได้ แต่หากย้อนเหตุผลนี้กลับไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเราจะชนเข้ากับคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ในวันที่ยังไม่มีใครใช้มันเป็นเงิน มันมีราคาได้อย่างไร?
ถ้าคำตอบของเราคือ “คนรับมันเพราะรู้ว่าคนอื่นก็จะรับ” เรากำลังอธิบายมูลค่าของเงินด้วยความคาดหวังที่ตั้งอยู่บนมูลค่าของเงินอีกที เหตุผลจึงเริ่มวนกลับมาเป็นวงกลม และตรงนี้เองที่ Ludwig von Mises เข้ามาต่อยอดจาก Menger แต่เขากำลังตอบปัญหาคนละข้อกัน
Menger อธิบายว่าสิ่งหนึ่งค่อย ๆ กลายเป็น medium of exchange ได้อย่างไร ส่วน Mises ถามว่า เราจะอธิบาย purchasing power ของเงินโดยไม่ให้เหตุผลวนเป็นวงกลมได้อย่างไร คำตอบที่เขาเสนอเรียกว่า Regression Theorem
ก่อนจะเป็นเงิน มันเคยเป็น “ของ” มาก่อน
ลองใช้ทองเป็นตัวอย่างเดียว ก่อนที่คนจะอยากได้ทองเพราะสามารถนำไปแลกต่อ ทองก็มีคนต้องการด้วยเหตุผลอื่นอยู่แล้ว เช่น ใช้ทำเครื่องประดับหรืองานฝีมือ ดังนั้นทองจึงมีราคาจากความต้องการที่ไม่เกี่ยวกับการเป็นเงินมาก่อน
ต่อมาบางคนเริ่มรับทอง ไม่ใช่เพราะต้องการใช้ทองเอง แต่เพราะรู้ว่าคนอื่นต้องการมัน เมื่อคนทำแบบนี้มากขึ้น ความต้องการทองในฐานะสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนก็เพิ่มขึ้น จากของที่คนอยากได้เพราะใช้ประโยชน์ได้ มันค่อย ๆ กลายเป็นของที่คนอยากได้เพราะสามารถแลกต่อได้ และยิ่งมีคนยอมรับมากขึ้น คนก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะถือมัน เพราะรู้ว่าคนอื่นพร้อมจะรับมันเช่นกัน
สำหรับ Mises กำลังซื้อของเงินในวันนี้อาศัยความรู้เกี่ยวกับกำลังซื้อของมันในอดีต เมื่อย้อนกลับไปเรื่อย ๆ เราจะไปถึงช่วงที่สิ่งนั้นยังไม่ได้ถูกต้องการในฐานะเงินอย่างเต็มรูปแบบ แต่มีมูลค่าจากการใช้ในทางอื่นอยู่ก่อน นี่คือแกนสำคัญของ Regression Theorem
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงการบอกว่า “เงินต้องมี intrinsic value” เพราะแนวคิดเรื่อง intrinsic value ไม่ค่อยสอดคล้องกับทฤษฎีมูลค่าแบบอัตวิสัยของ Austrian Economics นัก สิ่งที่ Mises ต้องการทำคือหาจุดเชื่อมที่ทำให้เราสามารถอธิบายกำลังซื้อของเงินได้ โดยไม่ต้องจบลงที่คำอธิบายแบบวงกลมว่าเงินมีค่าเพราะมันมีค่า
และปัญหานี้เองกลับมาน่าสนใจอีกครั้งกว่าหนึ่งศตวรรษต่อมา เมื่อโลกได้พบกับสินทรัพย์ดิจิทัลชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Bitcoin
ถ้า Menger และ Mises ถูก แล้ว Bitcoin เป็นปัญหาหรือหลักฐาน?
Bitcoin ทำให้คำถามเก่าเหล่านี้ยากขึ้นทันที เพราะมันไม่ได้เริ่มต้นเหมือนทอง และที่สำคัญคือมันถือกำเนิดขึ้นในโลกที่มีระบบเงินอยู่ก่อนแล้ว คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า Bitcoin “เป็นเงินหรือไม่” แต่ต้องย้อนกลับไปดูกระบวนการที่ทำให้ผู้คนเริ่มให้คุณค่ากับมันตั้งแต่แรก
คำถามใหญ่มีอยู่สามข้อ ได้แก่ ถ้า Bitcoin ไม่เคยมี commodity use แบบทอง ความต้องการแรกของมันมาจากไหน การยอมรับที่เพิ่มขึ้นสร้าง saleability ในแบบที่ Menger อธิบายหรือไม่ และ Regression Theorem ควรถูกตีความอย่างไรกับสินทรัพย์ที่ถือกำเนิดขึ้นภายในโลกซึ่งมีระบบเงินอยู่แล้ว
คำตอบที่ระมัดระวังกว่าคือ Bitcoin ไม่ได้พิสูจน์ Menger และ Menger ก็ไม่ได้พิสูจน์ Bitcoin ทฤษฎีของ Menger ช่วยให้เราเห็นกระบวนการที่สินทรัพย์หนึ่งอาจได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นผ่านการแลกเปลี่ยน ขณะที่ Mises บังคับให้เราตั้งคำถามอย่างจริงจังว่ากำลังซื้อของสิ่งหนึ่งเริ่มเชื่อมโยงกับความต้องการได้อย่างไร แต่ไม่มีทฤษฎีใดบอกล่วงหน้าว่าสินทรัพย์ชนิดหนึ่ง “ต้อง” กลายเป็นเงิน
ท้ายที่สุด ตลาดยังต้องเป็นคนตอบคำถามนั้นเอง
เงินจึงอาจไม่ได้เริ่มจากสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องพร้อมกัน มันอาจไม่ได้เริ่มจากรัฐบาล ธนาคาร หรือแม้แต่คำว่า “เงิน” แต่เริ่มจากการตัดสินใจธรรมดากว่านั้นมากว่า “ฉันไม่ได้ต้องการของชิ้นนี้ แต่ฉันรู้ว่าคนอื่นต้องการมัน”
เมื่อคนจำนวนมากเริ่มคิดแบบเดียวกัน ของธรรมดาชิ้นหนึ่งก็เริ่มกลายเป็นบางสิ่งที่มากกว่าของธรรมดา และ ตรงนั้นเองที่เงินเริ่มเกิดขึ้น
Sources
Primary Sources
Carl Menger, Principles of Economics
Carl Menger, “On the Origins of Money”
Ludwig von Mises, The Theory of Money and Credit
Supporting Sources
Murray N. Rothbard, The Mystery of Banking
Saifedean Ammous, The Bitcoin Standard
Saifedean Ammous, Principles of Economics
Further Reading
หากจะอ่านต่อจากบทความนี้ งานที่ควรเริ่มก่อนคือ “On the Origins of Money” ของ Menger เพราะตรงกับคำถามเรื่องกำเนิดของเงินมากที่สุด จากนั้นจึงอ่าน Principles of Economics เพื่อเห็นพื้นฐานเรื่องมูลค่าและ saleability ก่อนขยับไป The Theory of Money and Credit ของ Mises ซึ่งจะพาเข้าสู่ปัญหาที่ซับซ้อนกว่า ทั้ง purchasing power, demand for money และ Regression Theorem
หากต้องการต่อจากเรื่องกำเนิดเงินไปสู่ระบบธนาคาร The Mystery of Banking เป็นสะพานที่ตรงและอ่านต่อได้ง่าย ส่วน The Bitcoin Standard มีประโยชน์ในการดูว่ากรอบ salability ถูกนำไปใช้กับ scarcity, liquidity และ monetary properties ในโลกดิจิทัลอย่างไร โดยควรแยกคำอธิบายเชิงทฤษฎีออกจากข้อสรุปเชิงประเมินเกี่ยวกับ Bitcoin
