Skip to content
SOUPpill
Go back

ทำไมเราถึงอยากได้วันนี้ มากกว่าพรุ่งนี้ (Time Preference)

แนวคิดที่ใช้อธิบายเรื่องนี้คือ ความเห็นแก่เวลา (Time Preference) ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน แม้ชื่อภาษาไทยอาจฟังเหมือนเป็นคำตัดสินทางศีลธรรม แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความเห็นแก่ตัวหรือนิสัยที่บกพร่อง เพียงหมายความว่า เมื่อความพอใจเกิดขึ้นต่างเวลากัน มนุษย์ย่อมต้องประเมินและเลือกว่า ความพอใจในช่วงเวลาใดสำคัญกว่าสำหรับตน

Updated:
ขนาดตัวอักษร
ภาพประกอบความเห็นแก่เวลา (Time Preference): นาฬิกาทราย หนังสือ และเหรียญ

คนสองคนได้รับเงินก้อนเท่ากันในวันเดียวกัน คนแรกนำเงินไปซื้อของที่ต้องการทันที ส่วนอีกคนเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ลงทุนพัฒนาทักษะ หรือนำไปตั้งต้นทำกิจการในอนาคต เราอาจอธิบายความต่างนี้ง่าย ๆ ว่าคนหนึ่ง “คิดสั้น” ส่วนอีกคน “มีวินัย” แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมมนุษย์จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความพอใจในวันนี้กับความพอใจในวันหน้าอยู่เสมอ

แนวคิดที่ใช้อธิบายเรื่องนี้คือ ความเห็นแก่เวลา (Time Preference) ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน แม้ชื่อภาษาไทยจะฟังคล้ายคำตัดสินทางศีลธรรม แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความเห็นแก่ตัวหรือนิสัยที่บกพร่อง เพียงหมายความว่า เมื่อความพอใจเกิดขึ้นคนละเวลา มนุษย์ย่อมต้องประเมินและเลือกว่า จะให้ความสำคัญกับความพอใจในช่วงเวลาใดมากกว่า

แนวคิดนี้ต่อยอดมาจากเรื่องการกระทำของมนุษย์และคุณค่าเชิงอัตวิสัย (Subjective Value) มนุษย์ไม่ได้ประเมินเพียงว่าสิ่งหนึ่งมีประโยชน์ต่อเป้าหมายของตนมากแค่ไหน แต่ยังดูด้วยว่าจะได้ใช้สิ่งนั้นเมื่อไร ของชิ้นเดียวกันที่ได้วันนี้กับของชิ้นเดียวกันที่ต้องรออีกสิบปี จึงไม่ใช่สิ่งเดียวกันในความหมายทางเศรษฐกิจ

ปัจจุบันกับอนาคตไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ลองนึกถึงอาหารหนึ่งมื้อที่พร้อมกินในวันนี้ เทียบกับคำสัญญาว่าจะได้รับอาหารมื้อเดียวกันในอีกหนึ่งปีข้างหน้า แม้ปริมาณ ชนิด และคุณภาพจะเท่ากัน แต่สถานการณ์ของผู้รับอาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ระหว่างนั้นเขาอาจหิว เจ็บป่วย ย้ายที่อยู่ หรือเจอเหตุการณ์อื่นที่ทำให้ความต้องการเปลี่ยนไป

นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเลือกปัจจุบันเหนืออนาคตทุกครั้ง คนเราสามารถอดทน ออมเงิน เรียนต่อ ปลูกต้นไม้ หรือสร้างกิจการที่ยังไม่ให้ผลตอบแทนในวันนี้ได้ แต่การทำเช่นนั้นย่อมมีต้นทุน เพราะทรัพยากรที่กันไว้เพื่ออนาคต ไม่อาจนำมาใช้ตอบสนองความต้องการอย่างอื่นในปัจจุบันได้พร้อมกัน

ความเห็นแก่เวลาจึงอธิบายเพียงว่า การเลือกระหว่างปัจจุบันกับอนาคตเป็นส่วนหนึ่งของทุกการกระทำที่มีเป้าหมาย แต่ละคนให้น้ำหนักกับสองช่วงเวลานี้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความต้องการ ความรู้ ทรัพยากร และความไม่แน่นอนที่ตนต้องเผชิญ แนวคิดนี้ไม่ได้บอกว่า “คนดีควรรอ” หรือ “คนฉลาดต้องออมมาก”

Ludwig von Mises เสนอว่า หากเงื่อนไขอื่นคงเดิม มนุษย์ย่อมให้คุณค่ากับความพอใจที่เกิดขึ้นเร็วกว่า มากกว่าความพอใจแบบเดียวกันที่ต้องรอไปอีกนาน สำหรับเขา นี่ไม่ใช่ข้อสังเกตทางจิตวิทยาว่ามนุษย์ “ใจร้อน” โดยธรรมชาติ แต่เป็นลักษณะพื้นฐานของการกระทำ เพราะมนุษย์ลงมือทำเพื่อบรรเทาความไม่พอใจที่กำลังเผชิญอยู่

การเลือกย่อมมีต้นทุนข้ามเวลา

การออมคือการสละโอกาสบางส่วนในการบริโภควันนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการตอบสนองความต้องการในอนาคต ส่วนการบริโภคคือการใช้ทรัพยากรเพื่อตอบสนองความพอใจในปัจจุบันหรืออนาคตอันใกล้ มนุษย์จึงต้องจัดสรรสองทางเลือกนี้ให้เหมาะกับสถานการณ์ของตน

คนที่ถอนเงินออมมาใช้ยามเจ็บป่วย ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีความเห็นแก่เวลาสูงขึ้นในความหมายกว้าง เขาอาจเพียงให้ความสำคัญกับความต้องการที่เร่งด่วนที่สุดในสถานการณ์นั้น ขณะเดียวกัน คนที่ออมเงินจำนวนมากก็ไม่ได้แปลว่าให้ความสำคัญกับอนาคตมากกว่าในทุกด้านของชีวิต เขาอาจมีเป้าหมายบางอย่างในอนาคตที่สำคัญมาก จนยอมลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นในวันนี้

จุดสำคัญจึงไม่ใช่การวัดว่าใครบริโภคหรือออม “มากกว่า” แต่อยู่ที่ว่าคนคนนั้นกำลังแลกอะไรกับอะไร การซื้ออาหารวันนี้อาจเป็นการแลกความมั่นคงในอนาคตบางส่วนกับความจำเป็นตรงหน้า ส่วนการลงทุนพัฒนาทักษะอาจเป็นการแลกความสะดวกสบายในวันนี้กับโอกาสที่คาดหวังไว้ในวันหน้า ทุกการเลือกมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เพราะเมื่อเลือกทางหนึ่ง ก็ย่อมต้องละทิ้งอีกทางหนึ่ง

ความไม่แน่นอนยิ่งทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้น อนาคตไม่ใช่เพียงปัจจุบันที่ยังมาไม่ถึง แต่เป็นช่วงเวลาที่เรารู้ข้อมูลน้อยกว่า หากรายได้ไม่แน่นอน สิทธิในทรัพย์สินไม่มั่นคง หรือชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยความเสี่ยง การให้น้ำหนักกับทรัพยากรที่ใช้ได้ทันทีอาจเป็นการตอบสนองต่อสภาพความเป็นจริง ไม่ใช่หลักฐานว่าใครขาดวิสัยทัศน์ ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้คนให้น้ำหนักแก่วันนี้และวันหน้าแตกต่างกันในโลกจริง แต่ต่อให้เราสมมติว่าอนาคตแน่นอน มนุษย์ก็ยังต้องเลือกระหว่างความพอใจที่เกิดขึ้นคนละเวลาอยู่ดี

จากการออมสู่ทุน

กระบวนการผลิตจำนวนมากไม่ได้ให้ผลลัพธ์ทันที ชาวสวนต้องเตรียมดิน ปลูก ดูแล และรอผลผลิต ส่วนโรงงานต้องใช้วัตถุดิบ เครื่องจักร แรงงาน และการประสานงาน กว่าสินค้าจะไปถึงมือผู้บริโภค ทรัพยากรที่จัดเตรียมไว้เพื่อช่วยให้เกิดสินค้าหรือบริการในอนาคต เรียกว่า สินค้าทุน (Capital Goods)

การสร้างทุนจึงต้องอาศัยการเลื่อนความพอใจบางส่วนออกไป ผู้คนต้องยอมกันทรัพยากรออกจากการบริโภคในปัจจุบัน เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิตที่กินเวลานานกว่า การออมในความหมายนี้ไม่ใช่การปฏิเสธการบริโภคไปตลอด แต่เป็นการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้การบริโภคหรือความเป็นไปได้บางอย่างเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

ถึงอย่างนั้น กระบวนการผลิตที่ใช้เวลานานก็ไม่ได้ดีกว่าเสมอไป วิธีการผลิตที่อ้อมกว่า (Roundabout Method of Production) จะสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อผลผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นคุ้มกับทรัพยากรที่ต้องผูกไว้และเวลาที่ต้องรอ อีกทั้งผู้ประกอบการไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้อย่างแน่นอนว่า เมื่อสินค้าผลิตเสร็จแล้ว ผู้บริโภคจะยังต้องการมันอยู่หรือไม่

ราคาในรูปตัวเงินช่วยให้ผู้ประกอบการเปรียบเทียบโครงการที่ใช้ทรัพยากรต่างชนิดและให้ผลในเวลาต่างกันได้ นี่คือส่วนหนึ่งของการคำนวณทางเศรษฐกิจ (Economic Calculation) ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเลือกโครงการ ผู้ผลิตต้องพิจารณาว่าผลผลิตที่คาดหวังคุ้มกับต้นทุนและระยะเวลาที่ต้องรอหรือไม่ ท่ามกลางความต้องการของผู้บริโภคที่อาจเปลี่ยนไปก่อนสินค้าจะผลิตเสร็จ

ทุนจึงไม่ใช่กองวัตถุที่สร้างความมั่งคั่งได้ด้วยตัวเอง เครื่องจักรที่ไม่มีใครรู้ว่าจะใช้ผลิตอะไร ที่ไหน และเพื่อใคร อาจเป็นเพียงกองโลหะที่มีต้นทุนจมอยู่ในอดีต สิ่งที่ทำให้สินค้าทุนมีความหมายคือความเชื่อมโยงระหว่างแผนการผลิตในปัจจุบันกับการคาดการณ์ความต้องการในอนาคต ซึ่งการคาดการณ์นั้นย่อมมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ

ดอกเบี้ยระหว่างวันนี้กับวันหน้า

เมื่อคนหนึ่งมีเงินที่ใช้ได้วันนี้ แต่อีกคนคาดว่าจะมีรายรับในอนาคต ทั้งสองฝ่ายอาจยินดีแลกเปลี่ยนกัน คนแรกยอมสละอำนาจซื้อชั่วคราวเพื่อให้ได้เงินมากขึ้นในภายหลัง ส่วนคนหลังยอมคืนมากกว่าที่รับมาเพื่อแลกกับการได้ใช้ทรัพยากรทันที ความสัมพันธ์นี้ทำให้การประเมินเวลาปรากฏออกมาในรูปของดอกเบี้ย

Mises เรียกปรากฏการณ์พื้นฐานนี้ว่า ดอกเบี้ยปฐมภูมิ (Originary Interest) หรือส่วนลดของสินค้าอนาคตเมื่อเทียบกับสินค้าปัจจุบัน เงินหนึ่งร้อยบาทในอีกหนึ่งปีจึงไม่อาจแลกกับเงินหนึ่งร้อยบาทวันนี้ได้โดยอัตโนมัติ แม้ระหว่างนั้นอำนาจซื้อของเงินจะไม่เปลี่ยนเลยก็ตาม ดอกเบี้ยในความหมายนี้ไม่ใช่ “ราคาของทุน” และไม่ใช่ผลตอบแทนที่เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการประเมินความพอใจในเวลาที่ใกล้และไกลออกไปต่างกัน

ในกรอบนี้ คนเราไม่ได้เริ่มออมเพราะมีดอกเบี้ยมอบเป็นรางวัลแก่การอดกลั้น พวกเขาออมเพราะจัดลำดับความสำคัญระหว่างปัจจุบันกับอนาคตไว้เช่นนั้น ดอกเบี้ยปฐมภูมิคือสิ่งที่ปรากฏจากการประเมินข้ามเวลา ไม่ใช่แรงจูงใจจากภายนอกที่ทำให้มนุษย์เริ่มคิดถึงอนาคต

แต่ตัวเลขดอกเบี้ยในสัญญากู้ยืมมีองค์ประกอบมากกว่านั้น อัตราดอกเบี้ยตลาดอาจรวมส่วนชดเชยความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้ (risk premium) การคาดการณ์ว่าอำนาจซื้อของเงินจะเปลี่ยนไป ต้นทุนการดำเนินการ ตลอดจนเงื่อนไขอย่างหลักประกันหรือสภาพคล่องของแต่ละฝ่าย องค์ประกอบเหล่านี้ต้องแยกออกจากดอกเบี้ยปฐมภูมิ แม้ทั้งหมดจะปรากฏรวมกันเป็นอัตราเดียวในสัญญา

กำไรและขาดทุนของผู้ประกอบการก็เป็นคนละเรื่อง ผู้ประกอบการซื้อหรือว่าจ้างปัจจัยการผลิตในวันนี้ โดยคาดว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นจะขายได้ในอนาคต หากคาดความต้องการและต้นทุนได้ดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้ เขาอาจมีกำไร หากคาดผิดก็ขาดทุน ผลลัพธ์นี้เกิดจากความไม่แน่นอนและวิจารณญาณในการประกอบการ จึงไม่ใช่ดอกเบี้ยสำหรับการรอหรือค่าตอบแทนความเสี่ยงที่รับประกันว่าจะต้องได้รับ

มิติเวลาช่วยให้เราเห็นประเด็นหนึ่งในข้อถกเถียงระหว่าง Böhm-Bawerk กับ Karl Marx ได้ชัดขึ้น ค่าจ้างที่แรงงานได้รับในปัจจุบันกับรายรับจากสินค้าที่อาจขายได้ในอนาคตอยู่คนละช่วงเวลา จึงไม่ได้มีค่าเท่ากันโดยอัตโนมัติ ข้อสังเกตนี้มีขอบเขตจำกัด มันไม่ได้หักล้างทฤษฎีมูลค่าส่วนเกินของ Marx ทั้งหมดหรือยุติคำถามเรื่องการขูดรีด เพราะข้อถกเถียงเหล่านั้นตั้งอยู่บนคำอธิบายเรื่องมูลค่าและความสัมพันธ์ทางการผลิตที่กว้างกว่ามิติของเวลาเพียงอย่างเดียว

เหตุใดเราไม่เลือกวิธีที่ยาวที่สุด

เมื่อกระบวนการผลิตที่อ้อมกว่าอาจสร้างผลผลิตได้มากกว่า เราอาจเผลอสรุปว่าผลิตภาพของทุนคือที่มาของดอกเบี้ย แต่ Böhm-Bawerk ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของคำอธิบายนี้ การที่แรงงาน ที่ดิน เครื่องจักร และปัจจัยอื่นช่วยให้ผลิตสินค้าได้ บอกเราว่าเหตุใดปัจจัยเหล่านั้นจึงมีราคา ส่วนการที่วิธีหนึ่งทำให้ได้สินค้ามากขึ้น ก็บอกถึงประโยชน์ของวิธีนั้น แต่ทั้งสองอย่างยังไม่ตอบว่า เหตุใดสินค้าที่จะได้ในอนาคตจึงถูกประเมินต่ำกว่าสินค้าชนิดเดียวกันในปัจจุบัน

สิ่งที่ต้องแยกออกจากกันมีอยู่สองคำถาม คำถามแรกคือ เหตุใดกระบวนการผลิตที่ใช้เวลานานจึงอาจให้ผลผลิตมากขึ้น คำถามที่สองคือ เหตุใดผู้คนจึงไม่เลือกกระบวนการที่ยาวที่สุดเสมอ ผลิตภาพตอบคำถามแรก ส่วนความเห็นแก่เวลาช่วยตอบคำถามที่สอง เพราะทุกวันที่ทรัพยากรถูกผูกไว้กับโครงการหนึ่ง ย่อมหมายความว่าความต้องการบางอย่างในช่วงเวลาที่ใกล้กว่าต้องรอต่อไป

ต่อให้เรารู้แน่นอนว่าวิธีที่ใช้เวลาสิบปีจะให้ผลผลิตมากกว่าวิธีที่ใช้เวลาหนึ่งปี มนุษย์ก็ยังต้องเปรียบเทียบผลผลิตที่เพิ่มขึ้นกับสิ่งที่ต้องละทิ้งระหว่างทาง ความขาดแคลนทำให้เราไม่สามารถเริ่มทุกโครงการที่มีผลิตภาพสูงได้พร้อมกัน บางแผนจึงต้องสั้นลง บางแผนต้องรอ และบางแผนไม่เกิดขึ้นเลย ดอกเบี้ยจึงไม่อาจอธิบายได้ด้วยเครื่องจักรหรือเทคนิคการผลิตเพียงอย่างเดียว เพราะมันเผยให้เห็นข้อจำกัดด้านเวลาที่อยู่ในทุกแผนของมนุษย์

สังคมที่มีทุนและกระบวนการผลิตซับซ้อน เกิดจากผู้คนจำนวนมากที่ยอมผูกทรัพยากรไว้กับผลลัพธ์ซึ่งยังมาไม่ถึง แต่การมองไปข้างหน้าไม่เคยทำให้ความต้องการในปัจจุบันหายไป เราสร้างอนาคตได้เพราะยอมรอ ขณะเดียวกัน ขอบเขตของการรอก็ถูกกำหนดโดยสิ่งที่ชีวิตวันนี้ยังเรียกร้องจากเรา อนาคตที่มีความหมายสำหรับมนุษย์ ไม่ใช่อนาคตที่แยกขาดจากชีวิต แต่คืออนาคตที่เรากำลังพยายามทำให้เกิดขึ้นผ่านการเลือกในวันนี้

Sources

  • Böhm-Bawerk, Eugen von. The Positive Theory of Capital.
  • Böhm-Bawerk, Eugen von. Karl Marx and the Close of His System.
  • Marx, Karl. Capital, Volumes I–III.
  • Mises, Ludwig von. Human Action, Chapter XIX: “The Rate of Interest.” Online text
  • Rothbard, Murray N. Man, Economy, and State, Chapter 6. Online text

Further Reading

  • Böhm-Bawerk, Eugen von. Capital and Interest.
  • Mises, Ludwig von. The Theory of Money and Credit.
  • Rothbard, Murray N. Man, Economy, and State.
  • Fetter, Frank A. Economic Principles.

Start here

Reading Paths

แนวคิดที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดสำคัญ

  • Opportunity Cost

    The value of the most important alternative that is given up when a person chooses a course of action.

  • Time Preference

    The degree to which a person values present satisfaction relative to satisfaction in the future.

Continue reading

People

Primary sources