เหล็กกองเดียว แต่มีคำตอบนับไม่ถ้วน
สมมติว่าสังคมแห่งหนึ่งมีเหล็กอยู่จำกัด เหล็กกองเดียวกันนำไปสร้างได้ทั้งสะพาน บ้าน เครื่องจักร รางรถไฟ โรงพยาบาล หรือสินค้าอีกนับไม่ถ้วน ทุกอย่างล้วนมีประโยชน์ และแต่ละโครงการอาจเปลี่ยนชีวิตคนได้มากมาย แต่แค่รู้ว่าทุกอย่างมีประโยชน์ก็ยังไม่ช่วยให้เราเลือกได้ว่าควรสร้างอะไร
วิศวกรอาจบอกได้ว่าสะพานหนึ่งแห่งต้องใช้เหล็กกี่ตัน โรงพยาบาลต้องใช้แรงงานกี่ชั่วโมง และรางรถไฟจะรองรับผู้โดยสารได้เท่าไร แต่ถึงสะพานจะใช้เหล็กน้อยกว่าโรงพยาบาล เราก็ยังสรุปไม่ได้ว่าสะพานคุ้มกว่า เพราะทั้งสองโครงการใช้ที่ดิน เวลา เครื่องจักร พลังงาน และแรงงานไม่เหมือนกัน ยิ่งเลือกโครงการหนึ่ง ทรัพยากรเหล่านั้นก็ย่อมหมดโอกาสถูกนำไปใช้กับอีกโครงการในเวลาเดียวกัน นี่คือ Opportunity Cost ที่มากับทุกการตัดสินใจภายใต้ความขาดแคลน
หากพยายามแก้ปัญหาด้วยหน่วยทางกายภาพ ไม่นานเราก็จะพบทางตัน เหล็กหนึ่งตันรวมกับแรงงานหนึ่งพันชั่วโมงและที่ดินสิบไร่ ไม่ได้ให้ตัวเลขที่เราจะนำไปเทียบกับเครื่องจักรสามตัว พลังงานหนึ่งหมื่นหน่วย และเวลาก่อสร้างสองปีได้อย่างมีความหมาย หน่วยเหล่านี้บอกได้ว่าแต่ละแผนใช้อะไรบ้าง แต่ยังไม่บอกว่าเมื่อดึงทรัพยากรไปใช้ สังคมต้องเสียทางเลือกที่มีคุณค่าไปมากน้อยเพียงใด
ถึงเราจะวัดปริมาณทุกอย่างได้ ปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะคุณค่าของโรงพยาบาลหรือสะพานไม่ได้ฝังอยู่ในปูนและเหล็กจนตรวจออกมาเป็นหน่วยสากลได้ คุณค่าขึ้นอยู่กับเป้าหมายและเงื่อนไขที่แต่ละคนกำลังเผชิญ เมืองหนึ่งอาจต้องการโรงพยาบาลแห่งใหม่อย่างเร่งด่วน แต่อีกเมืองอาจต้องการสะพานมากกว่า Subjective Value จึงทำให้โจทย์นี้ซับซ้อนกว่าการจัดสรรสิ่งของตามปริมาณ
เมื่อต้นทุนของแต่ละทางเลือกอ่านไม่ได้จากคุณสมบัติทางกายภาพ และคุณค่าของผลผลิตก็ไม่มีหน่วยวัดตายตัว สังคมจึงต้องมีวิธีเปรียบเทียบแผนการผลิตที่ใช้ทรัพยากรคนละชนิดเพื่อตอบสนองความต้องการที่ต่างกัน ปัญหานี้เรียกว่า Economic Calculation และเป็นหัวใจของ Socialist Calculation Debate ข้อถกเถียงนี้จึงลึกกว่าคำถามว่าตลาดหรือรัฐบริหารงานได้เก่งกว่า เพราะมันย้อนกลับไปถามตั้งแต่ต้นว่า เราตัดสินได้อย่างไรว่าอะไร “คุ้มกว่า”
ต่อให้ทำตามแผนสำเร็จ ก็ยังไม่รู้ว่าเลือกแผนถูก
หากส่วนกลางตัดสินใจสร้างรางรถไฟหนึ่งพันกิโลเมตร ระบบอาจระดมเหล็ก แรงงาน และเครื่องจักรจนทำงานสำเร็จได้ตามเป้าหมาย ความสำเร็จนี้พิสูจน์เพียงว่าระบบมีความสามารถทางเทคนิคและการบริหารมากพอที่จะทำตามแผน แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่ารางรถไฟหนึ่งพันกิโลเมตรมีคุณค่ามากกว่าบ้าน โรงพยาบาล หรือเครื่องจักรที่ต้องสละไป รถไฟอาจเปิดเดินรถได้ตามกำหนด ทั้งที่ทรัพยากรถูกใช้ไปกับสิ่งที่ผู้คนให้ความสำคัญน้อยกว่าโดยไม่มีใครมองเห็น
ก่อนจะตาม Ludwig von Mises ไปดูข้อเสนอของเขา เราต้องตีกรอบข้อถกเถียงให้ชัดเจนเสียก่อน คำว่า socialism ในที่นี้หมายถึงระบบที่ means of production หรือปัจจัยการผลิตอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ส่วนรวม ไม่ได้หมายถึงบริการสาธารณะ รัฐสวัสดิการ หรือการแทรกแซงของรัฐทุกชนิด ข้อวิจารณ์ของ Mises เจาะจงอยู่ที่คำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบ และสินค้าทุนไม่มีเจ้าของอิสระหลายรายคอยซื้อขายแข่งกัน
ในระบบตลาด เงินทำให้เหล็ก แรงงาน พลังงาน เครื่องจักร และผลผลิตแสดงออกมาในหน่วยเดียวกัน ผู้ประกอบการจึงเปรียบเทียบต้นทุนของแผนกับรายรับที่คาดว่าจะได้ แต่การมีเงินเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เพราะตัวเลขในบัญชีจะใช้คำนวณได้อย่างมีความหมาย ก็ต่อเมื่อราคาของปัจจัยการผลิตเกิดจากการแลกเปลี่ยนจริง แค่เขียนว่าเหล็กราคา 100 หน่วยหรือเครื่องจักรราคา 1,000 หน่วย ยังไม่ได้อธิบายว่าตัวเลขเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับทางเลือกที่ต้องสละไปอย่างไร
ภายใต้กรรมสิทธิ์เอกชน เจ้าของทรัพยากรแต่ละรายเลือกได้ว่าจะขายหรือเก็บทรัพย์สินไว้ ส่วนคนที่ต้องการเหล็กไปสร้างรถไฟ โรงพยาบาล หรือเครื่องจักรก็ต้องแข่งกันเสนอราคา ผู้ผลิตแต่ละรายกำลังแสดงว่าตนเชื่อว่าแผนของตนจะสร้างผลผลิตที่ผู้ซื้อให้คุณค่ามากพอ และพร้อมสละเงินทุนหรือโอกาสอื่นเพื่อเดิมพันกับความเชื่อนั้น การเสนอราคา การปฏิเสธ และการถอนตัวของผู้เข้าร่วมจำนวนมากจึงค่อย ๆ ทำให้ราคาเหล็กก่อตัวขึ้น
ราคานี้ไม่ได้วัดคุณค่าที่แท้จริง และไม่มีอะไรมารับประกันว่ามันจะถูกต้องอยู่ตลอด ราคาเป็นเพียงผลชั่วคราวจากแผนหลายชุดที่กำลังแย่งใช้ทรัพยากรเดียวกัน ผู้สร้างรถไฟอาจพบว่าเหล็กแพงจนโครงการไม่คุ้มอีกแล้ว ขณะที่ผู้ผลิตเครื่องจักรยังยอมซื้อ เพราะคาดว่าสินค้าที่ตนผลิตจะมีมูลค่าสูงกว่า ราคาจึงช่วยเผยให้เห็นต้นทุนของการดึงเหล็กออกจากทางเลือกอื่น แม้ไม่มีใครรู้รายละเอียดทั้งหมดของทุกแผนในระบบก็ตาม
แต่เมื่อปัจจัยการผลิตทั้งหมดอยู่ภายใต้เจ้าของคนเดียว สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนไป โรงงานเหล็กของรัฐอาจส่งวัตถุดิบให้หน่วยงานรถไฟ และทั้งสองฝ่ายอาจลงบัญชีราวกับมีการซื้อขายเกิดขึ้น แต่ไม่มีใครนำทรัพย์สินของตนมาแลกจริง ไม่มีฝ่ายใดถอนทุนออกได้ และไม่มีเจ้าของรายอื่นเข้ามาเสนอราคาแข่งเพื่อเอาเหล็กไปสร้างสิ่งที่ตนเห็นว่ามีคุณค่ากว่า ตัวเลขยังคงอยู่ แต่กระบวนการที่ทำให้ตัวเลขนั้นสะท้อนการแข่งขันระหว่างการใช้แต่ละทางเลือกได้หายไปแล้ว
Mises จึงไม่ได้บอกว่าสังคมนิยมผลิตสิ่งของไม่ได้ สิ่งที่เขาเสนอคือ เมื่อไม่มีตลาดสำหรับ means of production ก็ย่อมไม่มี market prices ของปัจจัยเหล่านั้น และเมื่อไม่มีราคาที่เกิดจากการแลกเปลี่ยน ผู้วางแผนก็ขาดฐานทางการเงินที่จะใช้เปรียบเทียบว่าแผนการผลิตหนึ่งใช้ทรัพยากรคุ้มกว่าอีกแผนหรือไม่ ในระบบเศรษฐกิจที่เล็กและเรียบง่าย มนุษย์อาจใช้วิจารณญาณตัดสินตรง ๆ ได้ แต่เมื่อสายการผลิตยาวขึ้นและทางเลือกนับไม่ถ้วนเชื่อมโยงกัน intuition เพียงอย่างเดียวย่อมตามผลของทุกการตัดสินใจไม่ทัน
กรรมสิทธิ์เอกชนในข้อเสนอของ Mises จึงมีบทบาทมากกว่าการเป็นข้อเรียกร้องทางศีลธรรม ส่วนคำถามว่าทำไมกรรมสิทธิ์จึงควรได้รับการคุ้มครองนั้นแยกไปถกเถียงต่างหากได้ ประเด็นทางเศรษฐกิจคือ การมีเจ้าของหลายรายที่แลกเปลี่ยน ปฏิเสธ และรับผลจากการเลือกของตน เป็นเงื่อนไขให้ราคาสินค้าทุนก่อตัวขึ้น การยกเลิกกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตจึงไม่ได้เปลี่ยนเพียงว่าใครครอบครองโรงงาน แต่ยังเปลี่ยนแหล่งกำเนิดของตัวเลขที่ระบบใช้คำนวณด้วย
ถ้าปัญหาคือข้อมูล ก็รวบรวมทุกอย่างไม่ได้หรือ
ข้อโต้แย้งของ Mises นำไปสู่คำตอบที่ดูตรงไปตรงมา หากผู้วางแผนรู้ว่าเหล็กอยู่ที่ไหน รู้กำลังการผลิตของทุกโรงงาน รู้ต้นทุนทางเทคนิคทุกชนิด และรู้ว่าประชาชนต้องการอะไร เขาก็น่าจะสร้างตัวเลขขึ้นมาเปรียบเทียบทางเลือกได้ ปัญหาอาจเป็นเพียงข้อจำกัดด้านข้อมูลของโลกเมื่อร้อยปีก่อน ซึ่งน่าจะค่อย ๆ แก้ได้ด้วยระบบสถิติ ฐานข้อมูล และคอมพิวเตอร์ที่ดีขึ้น
แต่ปัญหากลับลึกกว่านั้น เพราะต่อให้ส่วนกลางหาวิธีกำหนดราคาสินค้าทุนได้ ก็ยังต้องเจอกับคำถามใหม่ว่า ความรู้ที่ใช้ตั้งราคาเคยมีอยู่ในรูปชุดข้อมูลสำเร็จรูปจริงหรือไม่ Friedrich Hayek ขยายข้อถกเถียงไปสู่ Knowledge Problem โดยชี้ว่า ความรู้ทางเศรษฐกิจกระจายอยู่ในมือของคนจำนวนมาก เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และหลายส่วนผูกติดกับเงื่อนไขเฉพาะที่ผู้วางแผนจากภายนอกมองไม่เห็น
ช่างในโรงงานรู้ว่าเครื่องจักรตัวหนึ่งเริ่มทำงานผิดปกติ ผู้ขนส่งรู้ว่ารถเที่ยวกลับคันไหนยังมีที่ว่าง ร้านค้าในแต่ละชุมชนเห็นว่าสินค้าบางอย่างเริ่มขายช้าลง ส่วนผู้ผลิตรู้ว่าการปรับส่วนผสมเพียงเล็กน้อยอาจช่วยลดของเสียได้ ความรู้แบบนี้บางส่วนบันทึกเป็นข้อมูลได้ แต่อีกส่วนเป็นความรู้เฉพาะที่หรือมีลักษณะ tacit เจ้าของความรู้อาจรู้จากประสบการณ์ว่าควรทำอย่างไร แต่ยังถ่ายทอดเหตุผลทั้งหมดออกมาเป็นรายงานมาตรฐานเพื่อส่งให้ส่วนกลางไม่ได้
ความรู้เหล่านี้ยังหมดอายุเร็วอีกด้วย เหล็กที่ดูเหลือเฟือเมื่อวานอาจเริ่มขาดแคลนในวันนี้ เครื่องจักรที่ไม่คุ้มเมื่อเดือนก่อนอาจกลับมามีประโยชน์หลังราคาพลังงานเปลี่ยน ส่วนทักษะของใครบางคนอาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อมีวิธีผลิตแบบใหม่ ฐานข้อมูลที่สมบูรณ์ในช่วงเวลาหนึ่งจึงเริ่มล้าสมัยทันทีที่แต่ละคนปรับแผนของตน
ที่ยากกว่านั้นคือ ความรู้ทางเศรษฐกิจบางอย่างจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีคนลงมือทำ ผู้บริโภคอาจยังไม่รู้ว่าตนต้องการสินค้าใหม่จนกว่าจะได้เห็นและลองใช้ ผู้ผลิตอาจไม่รู้ว่าวัสดุทดแทนชนิดหนึ่งใช้ได้จริง จนราคาเหล็กผลักให้เขาต้องลอง ส่วนผู้ประกอบการอาจมองเห็นวิธีใช้เครื่องจักรที่ไม่เคยปรากฏในสถิติมาก่อน ความรู้ทั้งหมดจึงไม่ได้รออยู่ภายนอกตลาด แต่มีบางส่วนที่ถูกสร้าง เปิดเผย และแก้ไขผ่านการแข่งขัน
Price Signals ช่วยประสานความรู้เหล่านี้โดยไม่ต้องส่งเหตุผลทั้งหมดให้ทุกคนรู้ เมื่อราคาเหล็กสูงขึ้น ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเป็นเพราะเหมืองปิด มีโครงการใหม่เพิ่มขึ้น หรือผู้ซื้อรายอื่นกำลังคาดว่าเหล็กจะขาด เขาเพียงเห็นว่าเหล็กหายากขึ้นเมื่อเทียบกับวัสดุอื่น แล้วจึงปรับแผนด้วยการลดการใช้ หาวัสดุทดแทน หรือยอมจ่ายราคาใหม่เพราะเชื่อว่างานของตนเร่งด่วนกว่า ราคาส่งต่อเฉพาะความเปลี่ยนแปลงส่วนที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ ขณะที่ความรู้เฉพาะที่ยังอยู่กับคนที่นำมันไปใช้ได้ทันที
ตรงนี้ทำให้เห็นว่า Mises กับ Hayek กำลังชี้ไปยังปัญหาคนละชั้น แม้ข้อวิจารณ์ของทั้งคู่จะมาบรรจบกันที่ market process เดียวกัน Mises วางปัญหาไว้ที่ economic calculation และราคาของ means of production ซึ่งต้องเกิดจากการแลกเปลี่ยน ส่วน Hayek แสดงให้เห็นว่า ความรู้ที่ระบบต้องนำมาใช้ไม่เคยถูกรวบรวมไว้อย่างสมบูรณ์ในสมองหรือฐานข้อมูลแห่งใดแห่งหนึ่ง ปัญหาการคำนวณจึงไม่ใช่เรื่องเดียวกับปัญหาความรู้ แม้ในความเป็นจริงทั้งสองจะทำงานร่วมกัน
ตลาดไม่ได้แก้ความไม่รู้ด้วยการทำให้ทุกคนมีข้อมูลครบถ้วน ผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ประกอบการต่างรู้เพียงบางส่วนและตัดสินใจผิดได้ สิ่งที่ตลาดทำคือเปิดให้คนจำนวนมากได้ทดลอง แล้วปล่อยให้ราคา การแลกเปลี่ยน และผลของการตัดสินใจค่อย ๆ ประสานแผนเหล่านั้นเข้าหากัน ความไม่รู้ยังคงอยู่ แต่ระบบไม่จำเป็นต้องรอให้ศูนย์กลางแห่งเดียวรู้ทุกอย่างเสียก่อนจึงจะเริ่มปรับตัว
Hayek จึงไม่ได้คัดค้าน “การวางแผน” ในความหมายทั่วไป เพราะครัวเรือน บริษัท นักลงทุน และผู้ประกอบการต่างก็วางแผนด้วยกันทั้งนั้น ข้อถกเถียงอยู่ที่ว่า การวางแผนควรถูกผูกไว้กับแผนเดียวของส่วนกลาง หรือควรกระจายอยู่ในมือของคนจำนวนมากที่รับรู้เงื่อนไขต่างกัน ใน The Road to Serfdom เขายังแยก planning for competition ออกจาก planning against competition และยอมรับว่าสถาบัน กฎหมาย และบริการบางอย่างอาจจำเป็นต่อการทำให้การแข่งขันทำงานได้ จึงไม่ควรขยายประเด็นนี้จนเหมารวมว่าการแทรกแซงของรัฐทุกแบบคือ socialism หรือ central planning
ถ้าสร้างราคาเลียนแบบตลาดขึ้นมาได้ล่ะ
นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายสังคมนิยมไม่ได้หลบเลี่ยงคำท้าทายนี้ Oskar Lange และ Abba Lerner ยอมรับว่าเศรษฐกิจสมัยใหม่ยังจำเป็นต้องมีราคาและการคำนวณ พวกเขาจึงเสนอแนวทาง market socialism ที่ยังคงกรรมสิทธิ์ส่วนรวมเหนือปัจจัยการผลิตไว้ พร้อมสร้างกลไกราคาขึ้นมาประสานการตัดสินใจของหน่วยผลิต
คณะกรรมการวางแผนอาจตั้งราคาเริ่มต้นให้วัตถุดิบและสินค้าทุน แล้วให้ผู้จัดการกิจการถือว่าราคานั้นเป็นเงื่อนไขที่ตนควบคุมไม่ได้ หากราคาใดทำให้สินค้าเกิดภาวะขาดแคลน คณะกรรมการก็ปรับราคาขึ้น แต่หากมีสินค้าเหลือเกินความต้องการก็ปรับราคาลง กระบวนการ trial-and-error pricing จะค่อย ๆ ทำให้ปริมาณความต้องการกับปริมาณที่มีอยู่ขยับเข้าหากัน โดยไม่ต้องคืนกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตให้เอกชน
คำตอบนี้ไม่อาจปัดทิ้งได้ด้วยภาพข้าราชการนั่งเดาราคา เพราะ market socialism ไม่ได้เสนอให้ส่วนกลางกำหนดปริมาณการผลิตทุกอย่างโดยตรง แนวคิดนี้ยอมรับว่าแผนต้องมีข้อมูลย้อนกลับ ราคาต้องเปลี่ยนได้ และหน่วยผลิตต้องปรับตัวตามความขาดแคลน หากราคาเพิ่มขึ้นเมื่อเหล็กขาดและลดลงเมื่อเหล็กเหลือ กลไกนี้ก็ดูเหมือนจะรักษาหน้าที่สำคัญของตลาดไว้ได้แล้ว หากส่วนกลางประมวลผลข้อมูลได้เร็วพอ ข้อวิจารณ์ของ Mises ก็อาจดูเหมือนเหลือเพียงปัญหาทางเทคนิค
Market socialism จึงพยายามตอบคำถามที่ Mises บีบให้ฝ่ายสังคมนิยมต้องเผชิญอย่างจริงจัง แต่คำตอบนี้จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อสิ่งสำคัญที่สุดของตลาดมีเพียงการทำให้ตัวเลขราคาขยับขึ้นลงเท่านั้น
ราคาที่ขยับได้ ยังไม่เท่ากับทุนที่เปลี่ยนมือ
ลองกลับมาที่เหล็กกองเดิม ผู้ผลิตเครื่องจักรกับผู้สร้างรถไฟต่างเชื่อว่าตนมองอนาคตได้แม่นกว่า และต่างก็ต้องการเหล็กไปใช้ตามแผนของตน ในตลาด ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เพียงส่งรายงานความต้องการให้ส่วนกลาง แต่ต้องเสนอราคาแข่งกันเพื่อให้ได้ทรัพยากรกองเดียวกัน การเสนอราคานี้บังคับให้แต่ละคนต้องเลือกว่าตนเชื่อในแผนมากพอที่จะยอมสละทุนและโอกาสอื่นหรือไม่
หากผู้ผลิตเครื่องจักรได้เหล็กไป ก็ยังไม่ได้แปลว่าเขาพิสูจน์แล้วว่าตนคิดถูก คำตัดสินจะตามมาภายหลัง เมื่อสินค้าถูกนำออกขายและผู้บริโภคเลือกว่าจะยอมจ่ายให้มันเท่าไร หากรายรับสูงกว่าต้นทุน เขาอาจได้กำไร แต่หากผู้คนต้องการเครื่องจักรน้อยกว่าที่คาด เขาก็ต้องขาดทุน กำไรและขาดทุนในที่นี้ไม่ใช่รางวัลของความดีหรือบทลงโทษทางศีลธรรม แต่เป็นผลจากการนำทรัพยากรจริงไปเสี่ยงกับการคาดการณ์ที่อาจผิดพลาดได้
ผลลัพธ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้คะแนนย้อนหลัง หากผู้ผลิตเครื่องจักรคาดการณ์ถูก เขาจะมีทุนมากขึ้นสำหรับซื้อเหล็กและทดลองแผนอื่นในรอบต่อไป แต่หากคาดผิดซ้ำ ๆ การขาดทุนจะค่อย ๆ ดึงทรัพยากรออกจากมือเขา และเปิดทางให้คนที่เสนอวิธีใช้อื่นเข้ามาควบคุมแทน Profit-and-loss feedback จึงเปลี่ยนว่าใครมีอำนาจเหนือทุน ไม่ได้มีหน้าที่เพียงบอกหลังจบเรื่องแล้วว่ากิจกรรมใดประสบความสำเร็จ
กระบวนการนี้เชื่อม Entrepreneurship กรรมสิทธิ์ และกำไรขาดทุนเข้าด้วยกัน ผู้ประกอบการคาดการณ์อนาคต นำทรัพยากรที่มีเจ้าของมาเสี่ยง รอรับคำตัดสินจากผู้ซื้อ แล้วได้หรือเสียความสามารถในการควบคุมทุนตามผลที่ออกมา ผู้ประกอบการอาจเป็นคนเดียวกับผู้จัดการโรงงาน แต่ทั้งสองหน้าที่ไม่เหมือนกัน ผู้จัดการใช้ทรัพยากรภายในแผนที่ถูกเลือกไว้แล้ว ส่วนผู้ประกอบการเป็นคนตัดสินตั้งแต่ต้นว่าแผนใดควรได้รับทรัพยากร
โรงงานอาจบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ทั้งที่กำลังผลิตสิ่งที่ไม่ควรผลิตก็ได้ ผู้จัดการอาจลดของเสีย ทำยอดได้ตามเป้า และเดินเครื่องจักรเต็มกำลัง แต่ความสำเร็จเหล่านี้ยังไม่ตอบว่า สายการผลิตควรขยาย ลดขนาด หรือปิดลงเพื่อนำเหล็กไปใช้กับทางเลือกอื่น การเก็บผู้จัดการไว้แต่ตัดผู้ประกอบการออก จึงรักษาความสามารถในการทำตามแผนเอาไว้ แต่กลับสูญเสียกลไกที่ใช้ทดสอบว่าแผนนั้นควรมีอยู่ตั้งแต่แรกหรือไม่
ระบบวางแผนอาจสร้างแรงจูงใจด้วยโบนัส การเลื่อนตำแหน่ง หรือเป้าหมายด้านต้นทุน แต่เกณฑ์ทุกแบบย่อมผลักพฤติกรรมไปตามสิ่งที่มันนับ หากให้รางวัลตามจำนวน ผู้จัดการก็มีเหตุผลที่จะเร่งปริมาณแม้คุณภาพลดลง หากให้รางวัลตามการประหยัดเหล็ก เขาอาจลดการใช้เหล็กด้วยการเพิ่มแรงงาน พลังงาน หรือเวลา ปัญหาจึงย้อนกลับไปหาคนกำหนดเกณฑ์ว่า เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าผลลัพธ์แบบใดสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับทางเลือกทั้งหมด
ใน market socialism ผู้จัดการอาจถูกสั่งให้ปฏิบัติต่อราคาและทุนราวกับอยู่ในตลาด แต่เขาไม่อาจกลายเป็นเจ้าของและผู้รับความเสี่ยงได้เพียงเพราะกฎเขียนไว้เช่นนั้น เมื่อทุกกิจการมีเจ้าของสูงสุดเพียงรายเดียว การปิดโครงการ ย้ายทุน หรือเปลี่ยนผู้ควบคุมทรัพยากรยังต้องผ่านการตัดสินใจภายในระบบบริหารเดิม ราคาจำลองอาจตอบสนองต่อของขาดและของเหลือได้ แต่ยังไม่อาจสร้างการแข่งขันระหว่างเจ้าของทุนที่ท้าทายกันด้วยแผน ทรัพย์สิน และความเสี่ยงของตนเองได้อย่างสมบูรณ์
Austrian critique จึงมองว่า การเลียนแบบผลลัพธ์บางส่วนของตลาดยังไม่เท่ากับการสร้าง market process ขึ้นมา การขยับราคาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการ เพราะราคาไม่ได้ทำงานตามลำพัง แต่เชื่อมโยงอยู่กับการค้นพบ การคาดการณ์ การแลกเปลี่ยน ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ และการเปลี่ยนมือของทรัพยากรเมื่อแผนหนึ่งพ่ายแพ้ให้อีกแผน
แล้วถ้า AI รู้มากกว่าผู้วางแผนทุกคนในอดีต
AI ทำให้คำตอบของ market socialism ดูน่าเชื่อกว่าในอดีตมาก ระบบคอมพิวเตอร์ตรวจสอบสินค้าคงคลังแบบ real time ได้ เชื่อมข้อมูลจากโรงงานมหาศาล ปรับราคาจำลองตามภาวะของขาดและของเหลือได้ตลอดเวลา รวมถึงพยากรณ์ความต้องการจากพฤติกรรมในอดีต หากอุปสรรคของการวางแผนมีเพียงปริมาณข้อมูลและความเร็วในการคำนวณ เทคโนโลยีเช่นนี้ก็ทำให้ข้อโต้แย้งเดิมอ่อนแรงลงได้จริง
แต่ computation กับ economic calculation ยังคงเป็นคนละเรื่อง Computation หาคำตอบภายใต้เป้าหมายหรือฟังก์ชันที่กำหนดไว้แล้ว เช่น ใช้เหล็กให้น้อยที่สุด ลดเวลาขนส่ง หรือผลิตเตียงผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด ส่วน economic calculation ต้องตัดสินก่อนว่าเป้าหมายใดควรได้รับทรัพยากร เครื่องคำนวณอาจหาวิธีใช้เหล็กอย่างประหยัดที่สุดเพื่อสร้างโรงพยาบาลหนึ่งแห่งได้ แต่ยังต้องมีใครบางคนตอบอยู่ดีว่า ควรสร้างโรงพยาบาลแทนบ้าน เครื่องจักร หรือรางรถไฟหรือไม่
AI อาจรวบรวมข้อมูลได้มากขึ้น แต่ข้อมูลไม่ใช่สิ่งเดียวกับความรู้ ข้อมูลบอกสิ่งที่เคยถูกสังเกตและบันทึกไว้ ขณะที่ความรู้เฉพาะที่จำนวนมากเปลี่ยนไปตามบริบทและถูกนำไปใช้ก่อนจะกลายเป็นรายงานเสียอีก ที่สำคัญ โอกาสใหม่บางอย่างยังไม่มีข้อมูลให้รวบรวม เพราะมันจะปรากฏก็ต่อเมื่อมีใครลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ต่อให้เรามีฐานข้อมูลเกี่ยวกับโลกเมื่อวานอย่างสมบูรณ์ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะมีรายชื่อแผนทั้งหมดที่อาจเปลี่ยนโลกในวันพรุ่งนี้
การพยากรณ์ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ entrepreneurial judgment แบบจำลองอาจประเมินได้ว่าสินค้าใดน่าจะขายดีจากพฤติกรรมที่ผ่านมา แต่สินค้าใหม่ วิธีผลิตใหม่ และความต้องการที่ยังไม่มีใครค้นพบ ย่อมไม่มีประวัติให้เรียนรู้ ผู้ประกอบการเองก็ไม่ได้รู้อนาคตดีกว่าเครื่องจักรโดยธรรมชาติ สิ่งที่ต่างคือ เขาเสนอสมมติฐานเกี่ยวกับอนาคตผ่านการลงมือทำ นำทุนจริงไปเสี่ยง และปล่อยให้ผลตอบรับจากผู้ซื้อทดสอบความเชื่อนั้น
ต่อให้ AI ปรับราคาได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าคณะกรรมการมนุษย์ คำถามเรื่องสถาบันก็ยังไม่หายไป ใครเป็นคนตั้งเป้าหมาย ใครมีสิทธินำทรัพยากรไปทดลองกับสิ่งที่ข้อมูลเดิมยังไม่รู้จัก ใครต้องรับผลเมื่อคำทำนายผิด และกลไกใดจะลดอำนาจของแผนที่ยังคงใช้ทรัพยากรต่อไปอย่างไม่คุ้มค่า คอมพิวเตอร์ช่วยเรื่องการพยากรณ์และการประสานงานได้มาก แต่ความสามารถนั้นไม่ได้สร้างกรรมสิทธิ์ การแลกเปลี่ยน หรือผลได้ผลเสียจากการตัดสินใจขึ้นมาเอง
ที่พูดมานี้ไม่ได้หมายความว่าคอมพิวเตอร์ไม่มีประโยชน์ต่อการวางแผน หรือยืนยันว่าตลาดทุกแห่งปรับตัวได้ดีเสมอ บริษัทในตลาดเองก็ใช้ AI บริหารห่วงโซ่อุปทาน พยากรณ์ยอดขาย และตัดสินใจลงทุน ขณะเดียวกัน ราคาก็อาจส่งสัญญาณผิด ผู้ประกอบการอาจแห่ตามกัน และทุนอาจถูกทุ่มลงไปกับความคาดหวังที่พังในภายหลัง Austrian critique ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าทุกผลลัพธ์ของตลาดเหมาะสมที่สุด แต่เป็นคำอธิบายว่าเหตุใดเครื่องมือคำนวณที่ดีขึ้น จึงยังไม่อาจทดแทนกระบวนการค้นพบและแก้ไขความผิดพลาดของทั้งระบบได้โดยอัตโนมัติ
แผนนั้นชนะจริง หรือแค่ไม่มีคู่แข่ง
เมื่อย้อนกลับมาที่เหล็กกองแรก เราจะเห็นว่าการตัดสินใจไม่ได้มีเพียงการเลือกระหว่างสะพาน บ้าน เครื่องจักร รถไฟ และโรงพยาบาล เพราะทางเลือกที่สำคัญที่สุดบางอย่างอาจยังไม่มีชื่อ ไม่มีข้อมูล และยังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นไปได้ จนกว่าจะมีคนมองเห็นโอกาสและยอมนำทรัพยากรไปเสี่ยงทดลอง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าผู้วางแผนฉลาดพอหรือมีคอมพิวเตอร์ที่เร็วพอหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า เมื่อมีเพียงแผนเดียว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแผนนั้นเอาชนะทางเลือกอื่นได้จริง หรือเพียงเพราะไม่มีทางเลือกอื่นได้รับอนุญาตให้เข้ามาท้าทาย การเพิ่มข้อมูลอาจทำให้แผนเดิมละเอียดขึ้น แต่ยังไม่อาจสร้าง Spontaneous Order ที่เกิดจากคนจำนวนมากนำความรู้ของตนมาใช้ เสนอแผนที่แตกต่างกัน และปรับตัวตามผลลัพธ์ที่ไม่มีใครกำหนดไว้ล่วงหน้าทั้งหมด
ปัญหาของ central planning จึงลึกกว่าการที่ส่วนกลางอาจมีข้อมูลไม่มากพอ เพราะตลาดไม่ได้มีหน้าที่เพียงส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วไปให้ผู้ตัดสินใจ แต่ยังสร้างเงื่อนไขให้ราคาก่อตัว เปิดทางให้ความรู้เฉพาะที่ถูกนำมาใช้ ให้การคาดการณ์หลายแบบแข่งขันกัน และให้กำไรกับขาดทุนเป็นตัวเปลี่ยนว่าใครจะได้ควบคุมทุนในรอบถัดไป ความรู้และการคำนวณทางเศรษฐกิจบางส่วนเกิดขึ้นภายในกระบวนการนี้เอง
การแทนที่ตลาดด้วยศูนย์กลางการวางแผนจึงไม่ได้เปลี่ยนเพียงว่าใครเป็นคนตัดสินใจ แต่ยังเปลี่ยนกลไกที่เปิดให้มีการเสนอแผนใหม่ เปรียบเทียบทางเลือก และลดอำนาจเหนือทรัพยากรของคนที่ตัดสินใจผิดตั้งแต่แรก ระบบอาจยังมีบัญชี ราคา ผู้จัดการ ฐานข้อมูล และเครื่องคำนวณที่ทรงพลัง แต่ตัวเลขเหล่านั้นไม่อาจบอกได้ด้วยตัวมันเองว่าเหล็กถูกใช้อย่างคุ้มค่า หรือเพียงถูกใช้ตามแผนที่ไม่เคยเปิดโอกาสให้ทางเลือกอื่นเข้ามาแข่งขัน
Sources
- Ludwig von Mises, Economic Calculation in the Socialist Commonwealth
- Ludwig von Mises, Socialism
- F. A. Hayek, “The Use of Knowledge in Society”
- F. A. Hayek, “Socialist Calculation: The Competitive ‘Solution’”
- Oskar Lange, “On the Economic Theory of Socialism”
- F. A. Hayek, The Road to Serfdom
- Saifedean Ammous, Principles of Economics
Further Reading
หากต้องการอ่านเรื่องปัญหา calculation ต่อ ควรเริ่มจาก Economic Calculation in the Socialist Commonwealth เพื่อดูข้อเสนอของ Mises ในรูปดั้งเดิม จากนั้นจึงอ่าน “On the Economic Theory of Socialism” ของ Oskar Lange ควบคู่กับ “Socialist Calculation: The Competitive ‘Solution’” ของ Hayek เพื่อทำความเข้าใจว่าฝ่าย market socialism ตอบคำท้าทายนี้อย่างไร และเหตุใดฝ่าย Austrian จึงเห็นว่าการจำลองราคาไม่เท่ากับการรักษา market process เอาไว้ ส่วน “The Use of Knowledge in Society” จะพาคำถามจากเรื่องการคำนวณไปสู่ธรรมชาติของความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่ในสังคม
