ทำไมน้ำจึงถูกกว่าเพชร?
ลองวางน้ำหนึ่งแก้วกับเพชรหนึ่งเม็ดไว้ตรงหน้า แล้วถามว่าอะไรสำคัญต่อชีวิตมากกว่า คำตอบแทบไม่ต้องถกเถียง น้ำจำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่ ส่วนเพชรไม่ใช่ แต่พอเดินเข้าไปในตลาด ราคาที่เราเห็นกลับเหมือนกำลังบอกเรื่องตรงกันข้าม
ความขัดแย้งนี้เคยเป็นปัญหาสำคัญของทฤษฎีมูลค่า เพราะถ้าสิ่งของมีมูลค่าตาม “ประโยชน์” ของมัน เราก็น่าจะคาดว่าน้ำจะมีมูลค่าสูงกว่าเพชร แต่ในชีวิตปกติกลับไม่เป็นเช่นนั้น แค่ดูว่าสินค้าชนิดหนึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์โดยรวมมากแค่ไหน จึงยังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในการแลกเปลี่ยนไม่ได้
ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เราตอบผิด แต่อยู่ที่เราเปรียบเทียบผิดสิ่งมาตั้งแต่ต้น
Carl Menger เสนอวิธีมองปัญหานี้อีกแบบใน Principles of Economics เขาไม่ได้ถามว่าน้ำทั้งหมดสำคัญต่อมนุษย์มากกว่าทองหรือเพชรหรือไม่ แต่ถามว่า ถ้าคนคนหนึ่งไม่มีสินค้าหนึ่งหน่วยที่อยู่ในมือ เขาจะต้องยอมสละอะไร
ในสถานการณ์ปกติ น้ำอาจมีมากจนความต้องการสำคัญทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับมันได้รับการตอบสนองแล้ว และยังมีบางส่วนเหลืออยู่ การเสียน้ำไปหนึ่งหน่วยจึงอาจไม่ทำให้ต้องละทิ้งความต้องการสำคัญอะไร แต่ทองและเพชรมีปริมาณจำกัดกว่ามาก หน่วยที่มีอยู่จึงยังถูกนำไปตอบความต้องการบางอย่างที่เจ้าของให้ความสำคัญ
แต่ Menger ไม่ได้สรุปจากตรงนี้ว่าน้ำ “มีค่าน้อยกว่าทองโดยธรรมชาติ” เขาลองเปลี่ยนสถานการณ์เสียใหม่ หากคนที่กำลังเดินทางกลางทะเลทรายมีชีวิตขึ้นอยู่กับน้ำหนึ่งหน่วย น้ำหน่วยนั้นก็อาจมีมูลค่าต่อเขามากกว่าทองจำนวนมากได้ทันที สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่คุณสมบัติของน้ำ แต่คือตำแหน่งของน้ำในชีวิตของคนที่กำลังเลือก
ตรงนี้เองที่ปริศนาน้ำกับเพชรเริ่มคลี่ออก เพราะสิ่งที่ตลาดกำลังให้ราคาไม่ใช่ “น้ำทั้งหมดบนโลก” เทียบกับ “เพชรทั้งหมดบนโลก” มนุษย์กำลังตัดสินใจกับปริมาณหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า ภายใต้ทางเลือกที่มีอยู่จริง
เราไม่ได้เลือกน้ำทั้งหมด เราเลือกน้ำอีกหนึ่งหน่วย
ลองสมมติว่าคุณมีน้ำอยู่ห้าขวด ขวดแรกใช้ดื่ม ขวดที่สองใช้ทำอาหาร ขวดที่สามใช้รักษาความสะอาด ขวดที่สี่ใช้ล้างของ ส่วนขวดสุดท้ายใช้รดต้นไม้
น้ำทั้งห้าขวดมีคุณสมบัติทางกายภาพเหมือนกัน แต่สิ่งที่มันถูกนำไปตอบสนองไม่เหมือนกัน คุณย่อมให้การดื่มน้ำสำคัญกว่าการรดต้นไม้ และถ้าน้ำหายไปหนึ่งขวด คุณก็คงไม่ลดปริมาณน้ำจากทุกกิจกรรมลงเท่า ๆ กันเพื่อรักษาทุกอย่างไว้ คุณจะเก็บน้ำไว้ให้สิ่งที่สำคัญกว่า แล้วตัดการใช้ที่สำคัญน้อยที่สุดออกก่อน
สิ่งที่คุณสูญเสียจึงไม่ใช่ “หนึ่งในห้าของคุณค่าของน้ำทั้งหมด” แต่คือประโยชน์จากการใช้ที่อยู่ต่ำที่สุดในลำดับความสำคัญ ซึ่งยังต้องพึ่งน้ำหนึ่งหน่วยนั้นอยู่
นี่คือหัวใจของ Marginal Utility
Menger อธิบายหลักเดียวกันไว้อย่างเป็นระบบในทฤษฎีมูลค่าของเขา เมื่อคนคนหนึ่งมีสินค้าหลายหน่วยไว้ตอบความต้องการหลายระดับ หากเสียสินค้าไปหนึ่งหน่วย เขาจะเก็บหน่วยที่เหลือไว้สำหรับความต้องการที่สำคัญกว่า แล้วปล่อยให้ความต้องการที่สำคัญน้อยที่สุดในกลุ่มที่เคยได้รับการตอบสนองต้องถูกละทิ้ง ดังนั้นความสำคัญของสินค้าแต่ละหน่วยจึงสัมพันธ์กับความสำคัญของความต้องการที่อยู่ตรงขอบของปริมาณที่มีอยู่
คำว่า marginal จึงไม่ได้หมายถึง “เล็กน้อย” หรือ “ไม่สำคัญ” แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงตรงขอบของการตัดสินใจ อีกหนึ่งหน่วย อีกหนึ่งชั่วโมง อีกหนึ่งบาท อีกหนึ่งชิ้น
นี่คือการเปลี่ยนกรอบครั้งใหญ่ เพราะมนุษย์แทบไม่เคยตัดสินใจด้วยคำถามสุดขั้วอย่าง “จะมีน้ำทั้งหมดหรือไม่เอาน้ำเลย” หรือ “จะทำงานตลอดชีวิตหรือไม่ทำงานเลย” สิ่งที่เราตัดสินใจจริง ๆ คือ จะเอาน้ำเพิ่มอีกหนึ่งขวดไหม จะทำงานเพิ่มอีกหนึ่งชั่วโมงไหม จะซื้ออาหารจานนี้หรือเก็บเงินไว้ทำอย่างอื่น
เมื่อเปลี่ยนคำถามจาก “สิ่งนี้มีประโยชน์แค่ไหนโดยรวม” มาเป็น “หน่วยถัดไปมีความหมายแค่ไหน” ปริศนาหลายอย่างที่เคยดูขัดแย้งก็เริ่มหายไป
น้ำอาจมีประโยชน์โดยรวมมหาศาล หรือมี total utility สูงมาก แต่ถ้ามีน้ำอยู่มาก หน่วยถัดไปก็อาจถูกนำไปตอบความต้องการที่อยู่ต่ำมากในลำดับความสำคัญ ทำให้ marginal utility ของหน่วยนั้นต่ำลง ตรงกันข้าม สินค้าที่หายากกว่ามากอาจมีแต่ละหน่วยที่ยังถูกใช้ตอบความต้องการซึ่งเจ้าของให้ความสำคัญสูงกว่า
นี่ไม่ได้หมายความว่าความหายากสร้างมูลค่าขึ้นมาเอง ของบางอย่างอาจหายากมากแต่ไม่มีใครต้องการเลยก็ได้ ความหายากอย่างเดียวจึงไม่พอ เช่นเดียวกับความมีประโยชน์หรือความต้องการเพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ สิ่งสำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการของมนุษย์กับปริมาณที่เขามีให้ใช้
และจากตรงนี้ เราไปต่อได้อีกขั้นหนึ่ง
มูลค่าไม่ได้อยู่ข้างในวัตถุ
ถ้าสินค้าชิ้นเดียวกันมีมูลค่าต่างกันได้เมื่อสถานการณ์ของคนเปลี่ยน มูลค่าก็ไม่อาจเป็นคุณสมบัติที่ฝังอยู่ในวัตถุเหมือนน้ำหนักหรือความยาว
ใน Principles of Economics Menger วางทฤษฎีมูลค่าของเขาไว้บนความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการของมนุษย์กับสินค้าที่อยู่ในการควบคุมของเขา สิ่งของมีความสำคัญต่อเรา ก็ต่อเมื่อเราตระหนักว่าการตอบสนองความต้องการบางอย่างขึ้นอยู่กับการที่เรายังมีสิ่งของนั้นอยู่
นี่คือแก่นของ Subjective Value
แต่คำว่า subjective ชวนให้เข้าใจผิดได้ง่าย เพราะมันไม่ได้หมายความว่ามูลค่าเป็นเรื่องสุ่ม หรือใครอยากคิดอะไรก็ได้แล้วโลกภายนอกต้องยอมตาม น้ำหนึ่งขวดยังคงมีปริมาณเท่าเดิม เวลาในหนึ่งวันยังมีจำกัด และสินค้าหนึ่งหน่วยก็ไม่สามารถถูกใช้พร้อมกันกับทุกเป้าหมายได้
สิ่งที่เป็น subjective คือ การประเมินความสำคัญของผลลัพธ์โดยคนที่กำลังเลือก ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกายภาพของโลก
ลองดูผลที่ตามมาแบบง่าย ๆ ถ้าคนสองคนมีของชิ้นเดียวกัน แต่คนหนึ่งมีของแบบเดียวกันสำรองอยู่อีกมาก ขณะที่อีกคนมีเพียงชิ้นเดียว ทั้งสองก็อาจประเมินของชิ้นนั้นต่างกันได้ทันที ไม่ใช่เพราะวัตถุเปลี่ยน แต่เพราะสิ่งที่แต่ละคนต้องยอมสละหากไม่มีมันต่างกัน
เมื่อปริมาณที่มีอยู่เปลี่ยน valuation ของหน่วยสุดท้ายก็เปลี่ยนตาม คนที่มีน้ำเต็มถังอยู่ข้างบ้านกับคนที่กำลังขาดน้ำกลางทะเลทรายไม่ได้กำลังเผชิญทางเลือกชุดเดียวกัน ต่อให้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นน้ำหนึ่งลิตรเหมือนกันทุกประการ
Menger แยกองค์ประกอบของการประเมินมูลค่าไว้อย่างระมัดระวัง ด้านหนึ่งคือความแตกต่างในความสำคัญของความต้องการที่มนุษย์จัดลำดับ อีกด้านคือความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการเหล่านั้นกับปริมาณสินค้าที่มีอยู่จริง โครงสร้างของ Principles of Economics เองก็แยก “subjective factor” ออกจากเงื่อนไขเรื่องการพึ่งพาสินค้าแต่ละหน่วยไว้อย่างชัดเจน
ตรงนี้ทำให้เห็นว่าความขาดแคลนยังมีบทบาทสำคัญมาก เพียงแต่มันไม่ได้ทำงานลำพัง หากสินค้ามีมากจนการเสียไปหนึ่งหน่วยไม่ทำให้ต้องละทิ้งความต้องการใด หน่วยนั้นย่อมมีความสำคัญต่างจากสินค้าที่ทุกหน่วยยังผูกอยู่กับความต้องการบางอย่าง
ในทางกลับกัน ถ้าของสิ่งหนึ่งมีอยู่น้อยมากแต่ไม่มีใครต้องการมันเลย ความขาดแคลนก็ไม่ได้สร้างมูลค่าให้มันขึ้นมาเอง
Scarcity without want ไม่พอ และ want without scarcity ก็ไม่ได้ทำให้ทุกหน่วยกลายเป็น economic good ในความหมายเดียวกัน
ต้องมีทั้งทรัพยากรที่มีจำกัดและคนที่มีเป้าหมาย
และเมื่อคนมีเป้าหมายมากกว่าหนึ่งอย่าง การเลือกทางหนึ่งย่อมหมายถึงการสละอีกทางหนึ่ง นี่คือจุดที่ marginal thinking เชื่อมเข้ากับ Opportunity Cost เพราะความสำคัญของทางเลือกไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราได้รับเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวกับสิ่งที่เราต้องยอมสละด้วย
จาก Menger แนวคิดนี้จะถูกพัฒนาต่อไปอย่างชัดเจนใน Austrian tradition แต่ช่วงต้นทศวรรษ 1870 ยังมีเรื่องที่น่าสนใจกว่านั้นเกิดขึ้น เพราะ Menger ไม่ใช่คนเดียวที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องมูลค่า
การค้นพบเดียวกัน แต่ไม่ใช่ทฤษฎีเดียวกัน
Marginal Revolution มักถูกเล่าเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์สามคนเดินมาถึงคำตอบเดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เรื่องนี้ถูกแค่ครึ่งเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงน่าสนใจกว่านั้น เพราะจากจุดร่วมเรื่อง marginal value เศรษฐศาสตร์กำลังจะแยกออกเป็นคนละเส้นทาง ซึ่งมองมนุษย์ ตลาด และวิธีทำเศรษฐศาสตร์ต่างกันอย่างชัดเจน
Carl Menger และ William Stanley Jevons ตีพิมพ์งานสำคัญของตนในปี 1871 คือ Principles of Economics และ The Theory of Political Economy ส่วน Léon Walras เริ่มเผยแพร่ Elements of Pure Economics ในช่วงต้นทศวรรษเดียวกัน บทนำของ F. A. Hayek ในฉบับ Principles of Economics ระบุว่าการค้นพบหลัก marginal utility ของทั้งสามเกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระและเกือบพร้อมกัน แต่ขณะเดียวกันก็ย้ำว่างานของพวกเขาต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในแง่ลักษณะและพื้นฐาน
ความต่างนี้สำคัญ เพราะคำถามไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่า “หน่วยสุดท้ายมี utility เท่าไร” แต่ยังต้องถามต่อว่า เราจะสร้างเศรษฐศาสตร์ทั้งระบบจาก insight นี้อย่างไร
Menger เริ่มจากความต้องการของมนุษย์ สินค้า ปริมาณที่มีอยู่ และความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างสิ่งเหล่านี้ ก่อนจะค่อย ๆ เดินไปสู่ value, exchange และ price ตามลำดับ โครงสร้างของหนังสือสะท้อนวิธีคิดนี้โดยตรง เพราะ Theory of Value มาก่อน Theory of Exchange และ Theory of Price
สำหรับ Menger การเข้าใจ subjective valuation เพียงอย่างเดียวยังไม่พอจะอธิบายตลาด แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมมนุษย์จึงยอมแลกเปลี่ยน และเหตุใดการประเมินที่ต่างกันจึงเปิดพื้นที่ให้ exchange เกิดขึ้น
Jevons มองเห็นปัญหาเดียวกัน แต่เดิมพันของเขาอยู่คนละจุด เขาประกาศตั้งแต่คำนำว่าเศรษฐศาสตร์ควรถูกทำให้เป็นศาสตร์เชิงคณิตศาสตร์ เขาพยายามวิเคราะห์ Utility, Value, Labour และ Capital ในรูปของปริมาณ และมองเศรษฐศาสตร์ในลักษณะที่ใกล้กับ mechanics โดยเรียกโครงการของตัวเองว่า calculus of pleasure and pain
สิ่งที่ marginalism ทำให้ Jevons เห็นจึงไม่ใช่แค่ว่า “คนให้คุณค่ากับของต่างกัน” แต่คือความเป็นไปได้ที่จะสร้าง calculus ของการเลือกขึ้นมา สินค้าอย่างน้ำหรืออาหารอาจมี total utility สูงมาก แต่ utility ของหน่วยท้าย ๆ สามารถลดลงได้เมื่อปริมาณที่มีอยู่เพิ่มขึ้น การแลกเปลี่ยนจึงต้องพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นตรง margin
Walras พาความคิดนี้ไปอีกทาง เขานำ utility และสิ่งที่เรียกว่า rareté เข้าไปอยู่ในทฤษฎีการแลกเปลี่ยนและราคา ก่อนจะขยายการวิเคราะห์จากตลาดที่มีสินค้าสองชนิดไปสู่ตลาดที่มีสินค้าหลายชนิดพร้อมกัน Elements of Pure Economics เดินอย่างเป็นระบบจาก exchange of two commodities ไปสู่ several commodities และต่อไปยัง general equilibrium
สำหรับ Walras คำถามจึงกลายเป็นว่า เมื่อสินค้าหลายชนิด ผู้ซื้อหลายคน และราคาหลายราคาต่างเชื่อมโยงกัน ระบบจะเข้าสู่ equilibrium ได้อย่างไร การมอง valuation ของคนคนเดียวจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น
ตรงนี้ทำให้เห็นความต่างชัดขึ้น Menger ใช้ marginal analysis เพื่อสร้างคำอธิบายจากปัจเจก ความต้องการ และ causal relations ไปสู่การแลกเปลี่ยนและราคา Jevons มุ่งสร้าง mathematical utility analysis ส่วน Walras นำ marginal reasoning เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบ general equilibrium
พวกเขามาถึงจุดร่วมหนึ่ง แต่ไม่ได้เดินต่อไปในทิศทางเดียวกัน
Marginal Revolution จึงเป็นจุดร่วม แต่ไม่ใช่ปลายทางร่วม
แล้วทำไม Menger จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Austrian School?
ถ้า Menger, Jevons และ Walras ต่างก็มีส่วนใน Marginal Revolution คำถามถัดไปจึงไม่ใช่ว่าใคร “ค้นพบ marginal utility ก่อน” แต่คืออะไรในงานของ Menger ที่ทำให้เกิดสายความคิดเฉพาะของตัวเองขึ้นมา
สิ่งที่ทำให้ Menger กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Austrian School จึงไม่ใช่คำตอบเรื่อง marginal utility เพียงข้อเดียว แต่คือวิธีที่เขาสร้างคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์จากการกระทำของมนุษย์ขึ้นไปทั้งระบบ
Menger เริ่มจาก human needs แล้วถามว่าสิ่งใดมีสถานะเป็น goods เพราะอะไร สินค้าลำดับสูงและลำดับต่ำสัมพันธ์กันอย่างไร การผลิตต้องใช้เวลาอย่างไร ปริมาณที่ไม่เพียงพอทำให้สินค้ากลายเป็น economic goods ได้อย่างไร ก่อนจะเดินต่อไปสู่ value, exchange และ price
เรื่องเหล่านี้สำคัญ เพราะ marginal utility เพียงอย่างเดียวอธิบายไม่ได้ว่าทำไมสินค้าจึงสัมพันธ์กันเป็นลำดับการผลิต อธิบายไม่ได้ว่าทำไมเวลาจึงเข้ามาอยู่ใน economic planning และอธิบายไม่ได้ว่าการประเมินของคนหนึ่งคนจะค่อย ๆ กลายเป็น exchange และ price ในตลาดได้อย่างไร
Hayek ชี้ในบทนำว่าเวลาเข้ามาอยู่ในงานของ Menger ตั้งแต่ต้น เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจคือการวางแผนสำหรับอนาคต และ Menger ยังใช้ความไม่เพียงพอของปริมาณเป็นฐานสำคัญในการแยกระหว่าง economic goods กับ non-economic goods
ที่น่าสนใจคือ Menger เองไม่ได้ใช้คำว่า marginal utility ซึ่งต่อมาจึงกลายเป็นศัพท์มาตรฐาน เขาอธิบายหลักนี้ผ่านความสำคัญของความต้องการที่สำคัญน้อยที่สุดซึ่งยังต้องพึ่งพาสินค้าหนึ่งหน่วยอยู่ วิธีเขียนอาจดูยาวกว่า แต่ก็สะท้อนว่าเขากำลังอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ไม่ใช่แค่ตั้งชื่อให้กฎข้อหนึ่ง
จากฐานแบบนี้ Austrian tradition รุ่นต่อมาจึงสามารถพัฒนาเรื่อง choice, time, causality, uncertainty และ market process ต่อไปได้
ดังนั้นควรพูดให้แม่นว่า Austrian Economics เริ่มจาก Menger แต่ Marginal Revolution ไม่ได้เป็นของ Austrian School เพียงฝ่ายเดียว
Utility ไม่ได้มีความหมายเดียวใน Marginal Revolution
ปัญหาคือ เมื่อ Menger, Jevons และ Walras ต่างพูดถึง utility เราอาจเผลอคิดว่าพวกเขากำลังพูดภาษาเดียวกัน ทั้งที่จริงแล้วคำเดียวกันนี้กำลังทำงานคนละแบบในระบบคิดแต่ละชุด
นี่ไม่ใช่ความต่างเล็ก ๆ เรื่องศัพท์ แต่มันโยงไปถึงคำถามพื้นฐานว่าเศรษฐศาสตร์ควรอธิบายการเลือกของมนุษย์อย่างไร
สำหรับ Jevons ความเชื่อมโยงระหว่าง utility กับ pleasure and pain เป็นส่วนหนึ่งของโครงการของเขาอย่างชัดเจน เขาเขียนว่าเศรษฐศาสตร์ควรถูกมองเป็น calculus of pleasure and pain และพยายามทำให้แนวคิดทางเศรษฐกิจอยู่ในรูปที่วิเคราะห์เชิงปริมาณได้
ถ้ามองจากโครงการของ Jevons การทำให้ utility อยู่ในรูปปริมาณไม่ใช่แค่รายละเอียดประกอบ แต่มันคือวิธีทำให้เศรษฐศาสตร์เข้าใกล้โครงสร้างแบบวิทยาศาสตร์เชิงคณิตศาสตร์ เขาจึงไม่ได้ใช้ mathematics เพียงเพื่อเขียนผลลัพธ์ให้กระชับ แต่เห็นว่าธรรมชาติของปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจเปิดให้วิเคราะห์เชิงปริมาณได้
Menger ต่างออกไปอย่างสำคัญ Hayek อธิบายว่าตัวเลขที่ Menger ใช้จัดความสำคัญของความต้องการไม่ควรถูกตีความเป็นปริมาณความสุขแบบ cardinal แต่เป็นการแสดงความสำคัญเชิงลำดับ หรือ ordinal เรารู้ว่าความต้องการหนึ่งอยู่เหนืออีกความต้องการหนึ่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่ามัน “มากกว่า” กี่หน่วย
หากคุณเลือกใช้น้ำขวดสุดท้ายสำหรับดื่มแทนรดต้นไม้ สิ่งที่การเลือกนั้นบอกเราคือ ในสถานการณ์นั้นคุณจัดการดื่มไว้เหนือการรดต้นไม้ เราไม่จำเป็นต้องสมมติว่าการดื่มสร้าง utility 80 หน่วย ส่วนการรดต้นไม้สร้าง 20 หน่วย
ความต่างนี้ทำให้วิธีทำเศรษฐศาสตร์แยกออกได้เป็นสองทาง ทางหนึ่งพยายามทำให้ utility อยู่ในรูปที่วิเคราะห์เชิงปริมาณและสร้างความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ได้ อีกทางใช้การจัดลำดับการเลือกของปัจเจกเป็นฐาน โดยไม่จำเป็นต้องสมมติว่ามีหน่วยความพึงพอใจที่วัดได้อยู่เบื้องหลัง
Walras ก็ไม่ได้ยืนอยู่ตรงจุดเดียวกับทั้งสองคน เขาใช้ utility และ rareté เป็นองค์ประกอบภายในระบบสมการของ exchange และ equilibrium ซึ่งมีเป้าหมายอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างราคาหลายตลาดพร้อมกัน
ดังนั้นคำว่า utility จึงไม่ได้แค่มีนิยามต่างกันเล็กน้อย แต่มันถูกนำไปใช้สร้าง “โครงการทางเศรษฐศาสตร์” คนละแบบ
นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรย้อนเอาความเข้าใจเรื่อง utility แบบ Austrian รุ่นหลังไปใส่ให้ Jevons หรือทำเหมือน Jevons, Menger และ Walras กำลังเสนอทฤษฎีเดียวกันเพียงแต่ใช้สัญลักษณ์ต่างกัน ความแตกต่างของพวกเขาเริ่มจากคำถามเรื่อง value แต่ขยายไปถึงคำถามว่าเศรษฐศาสตร์ควรสร้างคำอธิบายแบบใด
และหลังจากแก้ปัญหาเรื่องมูลค่าของปัจเจกแล้ว ยังมีปัญหาใหญ่อีกเรื่องหนึ่งเหลืออยู่ เพราะตลาดไม่ได้มีคนเพียงคนเดียว
Marginal Utility ยังไม่ใช่ราคาตลาด
สมมติว่าคุณอยากดื่มกาแฟมากพอที่จะยอมจ่ายได้ถึง 100 บาท แต่ร้านตรงหน้าขายอยู่ที่ 60 บาท คุณไม่มีเหตุผลต้องยื่นเงินเพิ่มอีก 40 บาท เพื่อให้ราคาสะท้อนความรักที่มีต่อกาแฟอย่างซื่อสัตย์ เจ้าของร้านเองก็ไม่ได้รู้ว่ากาแฟแก้วนั้นสร้าง utility ให้คุณเท่าไร
ตรงนี้ทำให้เห็นข้อจำกัดของประโยคที่มักพูดกันง่ายเกินไปว่า “ราคาถูกกำหนดโดย marginal utility”
Marginal utility ช่วยอธิบายการประเมินและการเลือกของปัจเจก แต่ market price ไม่ใช่ marginal utility ของผู้ซื้อคนหนึ่งที่ถูกแปลงออกมาเป็นเงิน
Menger เองแยกขั้นเหล่านี้ออกจากกันอย่างระมัดระวัง Hayek ชี้ว่าใน Principles of Economics การอธิบาย subjective value เป็นเพียงขั้นแรก จากนั้นต้องมี Theory of Exchange เพื่ออธิบายเงื่อนไขที่ทำให้คนยินดีแลก และตามด้วย Theory of Price ซึ่งพิจารณาว่าการประเมินที่แตกต่างของผู้เข้าร่วมหลายฝ่ายส่งผลต่ออัตราการแลกเปลี่ยนอย่างไร
ลองเปลี่ยนจากมีผู้ซื้อเพียงคุณเป็นมีผู้ซื้อหลายคน คนหนึ่งยอมจ่ายกาแฟได้สูงสุด 100 บาท อีกคน 80 บาท อีกคน 55 บาท ขณะที่ฝั่งผู้ขายแต่ละรายก็มีต้นทุน ทางเลือก และความเต็มใจขายไม่เท่ากัน ราคาที่เกิดขึ้นในตลาดจึงไม่ได้เท่ากับ valuation ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดขึ้นท่ามกลางการเสนอซื้อ การเสนอขาย และการแข่งขันระหว่างคนจำนวนมาก
ถ้าราคาอยู่ที่ 60 บาท คนที่ยอมจ่ายได้ถึง 100 หรือ 80 บาทอาจซื้อ ส่วนคนที่ประเมินไว้แค่ 55 บาทอาจเดินออกจากร้าน เมื่อราคาขยับขึ้นหรือลง ชุดของผู้ซื้อและผู้ขายที่ยินดีเข้าร่วมก็เปลี่ยนตาม
นี่คือจุดที่ individual valuation เริ่มเชื่อมเข้ากับ market process
การประเมินของปัจเจกช่วยอธิบายว่าทำไมคนหนึ่งจึงซื้อในราคาหนึ่ง ขณะที่อีกคนปฏิเสธ แต่ราคาไม่ได้เกิดจากการสำรวจ utility แล้วนำค่าเฉลี่ยออกมา และไม่ได้ถูกกำหนดจาก valuation ของผู้ซื้อเพียงฝ่ายเดียว
Walras ทำให้ความซับซ้อนนี้เห็นชัดขึ้นอีก เพราะใน Elements of Pure Economics เขาไม่ได้หยุดอยู่ที่ตลาดของสินค้าชนิดเดียว การวิเคราะห์ของเขาขยายไปสู่ตลาดหลายสินค้าที่ demand, offer และ price เชื่อมโยงกันอยู่ในระบบเดียวกัน และ equilibrium เกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขหลายชุดสอดคล้องกันพร้อมกัน
ตรงนี้จึงเป็นสะพานสำคัญจากทฤษฎีมูลค่าไปสู่ทฤษฎีราคา Marginal Revolution ไม่ได้บอกเพียงว่า “คนแต่ละคนให้คุณค่ากับของไม่เหมือนกัน” แต่มันสร้างฐานให้เราเริ่มอธิบายได้ว่า choice ของคนจำนวนมากประกอบกันเป็นพฤติกรรมของตลาดอย่างไร
และนี่คือเหตุผลที่การปฏิวัติครั้งนี้ไปไกลกว่าปริศนาน้ำกับเพชร มันทำให้เศรษฐศาสตร์มีกรอบที่ละเอียดขึ้นสำหรับอธิบาย demand, substitution, allocation, exchange และ price โดยไม่ต้องสมมติว่ามูลค่าเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในวัตถุ
สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่คำตอบ แต่คือคำถาม
กลับมาที่น้ำกับเพชรอีกครั้ง
คำถามเดิมเหมือนจะบังคับให้เราเลือกว่าอะไรมีประโยชน์มากกว่า ถ้าน้ำสำคัญต่อชีวิตมากกว่าเพชร แล้วทำไมน้ำจึงมักมีราคาต่ำกว่า
Marginal Revolution แสดงให้เห็นว่าปัญหาเกิดจากการตั้งคำถามผิดระดับ เรากำลังเปรียบเทียบ “น้ำทั้งหมด” กับ “เพชรทั้งหมด” ทั้งที่มนุษย์ในตลาดไม่ได้กำลังตัดสินใจแบบนั้น
เมื่อมีน้ำมากพอ น้ำอีกหนึ่งหน่วยอาจถูกนำไปตอบความต้องการที่อยู่ต่ำมากในลำดับความสำคัญ แต่เมื่อปริมาณน้ำลดลง ความต้องการที่ต้องพึ่งพาหน่วยสุดท้ายก็จะขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนในทะเลทราย น้ำหนึ่งขวดอาจกลายเป็นสิ่งที่คนคนหนึ่งให้ความสำคัญมากกว่าทองหรือเพชรทั้งหมดที่เขามีอยู่
เพชรจึงไม่ได้มีราคาแพงเพราะมัน “มีประโยชน์ต่อมนุษย์มากกว่าน้ำ” และน้ำก็ไม่ได้มีราคาต่ำเพราะมัน “ไม่มีค่า” สิ่งสำคัญคือหน่วยเพิ่มเติมหรือหน่วยที่กำลังจะสูญเสียไปนั้นกำลังตอบความต้องการอะไร ภายใต้ปริมาณและทางเลือกที่คนคนนั้นกำลังเผชิญ
สิ่งที่ Marginal Revolution เปลี่ยนจึงไม่ใช่แค่คำตอบของ water-diamond paradox แต่มันเปลี่ยนลักษณะของคำถามทางเศรษฐศาสตร์ไปด้วย
แทนที่จะถามว่า “สิ่งนี้มีค่าเท่าไรในตัวมันเอง?” เราเริ่มถามว่า
“ถ้ามีเพิ่มอีกหนึ่งหน่วย หรือเสียไปหนึ่งหน่วย อะไรคือสิ่งที่คนคนนี้จะได้หรือจะต้องยอมสละ?”
จากคำถามเล็ก ๆ ตรงขอบของทางเลือก เศรษฐศาสตร์ทั้งชุดก็เริ่มเปลี่ยนไป
Sources
Carl Menger, Principles of Economics. ใช้เป็นแหล่งหลักสำหรับทฤษฎี goods, scarcity, subjective value, การจัดลำดับความต้องการ, มูลค่าของหน่วยที่สัมพันธ์กับความต้องการซึ่งยังพึ่งพาหน่วยนั้นอยู่ ตลอดจนการแยก value, exchange และ price ออกจากกัน หนังสือยังแสดงลำดับการวิเคราะห์จาก General Theory of the Good ไปสู่ Economy and Economic Goods, Theory of Value, Theory of Exchange และ Theory of Price ไว้อย่างชัดเจน
William Stanley Jevons, The Theory of Political Economy. ใช้สำหรับความแตกต่างระหว่าง total utility กับ utility ที่ margin และสำหรับโครงการของ Jevons ที่ต้องการพัฒนาเศรษฐศาสตร์ในลักษณะเชิงคณิตศาสตร์ผ่าน utility และ calculus of pleasure and pain
Léon Walras, Elements of Pure Economics, or The Theory of Social Wealth. ใช้สำหรับบทบาทของ utility, rareté, demand และ exchange รวมถึงการขยายจากตลาดสองสินค้าไปสู่หลายสินค้าและ general equilibrium ซึ่งแสดงให้เห็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ marginal reasoning ถูกพัฒนาต่อไป
F. A. Hayek, Introduction to Carl Menger, Principles of Economics. ใช้สำหรับบริบทของการค้นพบ marginal utility อย่างเป็นอิสระของ Menger, Jevons และ Walras ความแตกต่างระหว่างแนวทางของทั้งสาม บทบาทของเวลาและ scarcity ในงานของ Menger ตลอดจนการตีความลักษณะ ordinal ของการจัดลำดับความต้องการในงานของเขา
Further Reading
หากจะอ่านต่อจากบทความนี้ จุดเริ่มต้นที่เหมาะที่สุดคือ Principles of Economics ของ Menger โดยอ่านต่อเนื่องตั้งแต่ Economy and Economic Goods ไปจนถึง Theory of Value, Theory of Exchange และ Theory of Price เพราะจะเห็นว่าความคิดเรื่อง marginal value ไม่ได้ถูกวางไว้เป็นกฎโดด ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลชุดใหญ่ที่เริ่มจาก human needs, goods และ scarcity ก่อนจะเดินไปสู่ตลาด
จากนั้นจึงอ่าน The Theory of Political Economy ของ Jevons ควบคู่กับ Elements of Pure Economics ของ Walras ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่การหาว่าใครเสนอ marginalism “ถูกที่สุด” แต่คือการเห็นว่าแนวคิดเดียวกันสามารถแตกออกเป็นวิธีทำเศรษฐศาสตร์ที่ต่างกันได้เพียงใด Jevons เดินไปสู่ mathematical utility analysis ส่วน Walras ขยายไปสู่ระบบ general equilibrium ขณะที่ Menger กลายเป็นฐานของสาย Austrian ที่ให้ความสำคัญกับ value, choice, causality และกระบวนการที่เริ่มจากผู้กระทำรายบุคคล
