คุณค่าเชิงอัตวิสัยคืออะไร?
ของชิ้นเดียวกัน เหตุใดจึงมีคุณค่าต่างกัน
น้ำหนึ่งขวดในร้านสะดวกซื้ออาจดูเป็นของธรรมดา แต่สำหรับคนที่หลงทางกลางแดด มันอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เขากำลังมองหา ตั๋วคอนเสิร์ตใบหนึ่งอาจมีความหมายมากสำหรับแฟนเพลง ขณะที่อีกคนไม่ต้องการรับไว้แม้ไม่ต้องจ่ายเงิน เพราะการไปร่วมงานยังต้องใช้เวลาและการเดินทาง ของชิ้นเดียวกันจึงไม่ได้มีความสำคัญเท่ากันสำหรับทุกคน
ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างคนสองคน แม้แต่คนคนเดียวกันก็อาจประเมินสิ่งเดิมต่างกันเมื่อเวลา สถานที่ ความรู้ หรือจำนวนสิ่งของที่ตนครอบครองเปลี่ยนไป กาแฟแก้วแรกในตอนเช้าอาจตอบสนองเป้าหมายที่สำคัญ ส่วนแก้วที่สี่อาจไม่คุ้มกับเงินที่ต้องจ่าย การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณสมบัติทางกายภาพของกาแฟเปลี่ยนไป แต่หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟแก้วนั้นกับเป้าหมายของผู้เลือกเปลี่ยนไป
คำถามเรื่องคุณค่าจึงไม่อาจตอบได้ด้วยการตรวจสอบวัตถุเพียงด้านเดียว เราต้องรู้ด้วยว่าใครกำลังประเมินสิ่งนั้น เขาต้องการทำอะไร มีทรัพยากรอยู่เท่าใด รู้ข้อเท็จจริงอะไร และกำลังเลือกระหว่างทางเลือกใด นี่คือจุดตั้งต้นของทฤษฎีคุณค่าเชิงอัตวิสัย (Subjective Value) ในสายความคิดของ Carl Menger และนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนรุ่นต่อมา
คุณค่าเชิงอัตวิสัยกับการกระทำของมนุษย์
จากบทความ Human Action เราเริ่มต้นด้วยข้อสังเกตว่า มนุษย์กระทำเพราะเขาเห็นสภาวะบางอย่างที่พึงประสงค์กว่าสภาวะปัจจุบัน เขาจึงเลือกใช้วิธีการที่เชื่อว่าจะพาไปสู่เป้าหมายนั้น การกระทำทุกครั้งจึงมีการจัดลำดับทางเลือกอยู่ภายใน เพราะเมื่อบุคคลเลือก A แทน B เขากำลังแสดงว่า ณ เวลานั้นและภายใต้เงื่อนไขนั้น A อยู่เหนือ B ในลำดับของเขา
คุณค่าเชิงอัตวิสัยจึงไม่ใช่ทฤษฎีเฉพาะเรื่องรสนิยมผู้บริโภค แต่เป็นส่วนหนึ่งของตรรกะแห่งการกระทำ มนุษย์จะเลือกวิธีการไม่ได้เลย หากเขาไม่แยกแยะว่าเป้าหมายใดสำคัญกว่า และวิธีการใดควรถูกนำไปใช้ก่อน คำว่า “คุณค่า” ในที่นี้จึงหมายถึงความสำคัญที่ผู้กระทำให้แก่เป้าหมายหรือวิธีการ เมื่อเขาต้องเลือกระหว่างทางเลือกที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จพร้อมกันทั้งหมดได้
การจัดลำดับนี้เป็นแบบลำดับก่อน–หลัง หรือ ordinal ไม่ใช่การวัดเชิงปริมาณ เราอาจสังเกตว่าบุคคลเลือกอาหารหนึ่งมื้อเหนือหนังสือหนึ่งเล่ม แต่ไม่อาจสรุปได้ว่าอาหารมีค่ามากกว่าหนังสือสามหน่วย หรือสร้างมาตรวัดความพึงพอใจภายในขึ้นจากการเลือกครั้งเดียว การกระทำเปิดเผยเพียงลำดับของทางเลือกเฉพาะที่ผู้กระทำกำลังเผชิญ ไม่ได้เปิดเผยขนาดของความรู้สึก และไม่อนุญาตให้เรานำความพึงพอใจของคนหนึ่งไปวัดเทียบกับอีกคนโดยตรง
หลักเดียวกันนี้อธิบายต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เมื่อบุคคลเลือก A ต้นทุนของการเลือกไม่ใช่เพียงเงินที่จ่าย แต่รวมถึงทางเลือกที่ดีที่สุดในบรรดาสิ่งซึ่งต้องสละไปด้วย ต้นทุนค่าเสียโอกาสเป็นผลอีกด้านหนึ่งของการจัดลำดับทางเลือก ซึ่งสามารถศึกษาแยกได้ในบทความ Opportunity Cost
Menger: เมื่อใดสิ่งหนึ่งจึงเป็น Good
ก่อนอธิบายว่าสิ่งใดมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ Menger เริ่มจากคำถามพื้นฐานยิ่งกว่านั้นว่า เมื่อใดสิ่งหนึ่งจึงมีสถานะเป็น good คำนี้ไม่ควรเข้าใจอย่างแคบว่าเป็น “สินค้าที่ผลิตขึ้นเพื่อขาย” เพราะในกรอบของ Menger มันครอบคลุมสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์สามารถนำไปเชื่อมกับการตอบสนองความต้องการได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกซื้อขายในตลาดหรือไม่ก็ตาม
ใน Principles of Economics Menger วางเงื่อนไขไว้สี่ประการ ประการแรก ต้องมีความต้องการของมนุษย์ ประการที่สอง สิ่งนั้นต้องมีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลกับการตอบสนองความต้องการ ประการที่สาม บุคคลต้องตระหนักถึงความสัมพันธ์นั้น และประการที่สี่ เขาต้องสามารถควบคุมหรือจัดการสิ่งนั้นเพื่อนำไปตอบสนองความต้องการได้ เงื่อนไขทั้งหมดนี้ร่วมกันทำให้สิ่งหนึ่งมีสถานะความเป็นของที่ใช้ตอบสนองความต้องการ หรือ goods-character หากบุคคลเชื่อว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมีอยู่ทั้งที่ความจริงไม่มี Menger จัดสิ่งนั้นเป็น imaginary good ไม่ใช่ good ที่สามารถให้ผลตามความคาดหมายได้จริง
ลองพิจารณาน้ำดื่ม หากบุคคลกระหายน้ำ น้ำมีความสัมพันธ์ทางเหตุผลกับการดับกระหาย เขารู้ความสัมพันธ์ดังกล่าว และสามารถนำน้ำมาดื่มได้ น้ำจึงมี goods-character สำหรับเขา แต่หากน้ำอยู่ลึกใต้พื้นดินโดยไม่มีวิธีเข้าถึง เขายังไม่มีอำนาจควบคุมมันเพื่อนำมาใช้ ส่วนกรณีที่น้ำอยู่ในบริเวณที่เข้าถึงได้แต่เขาไม่รู้ว่ามีอยู่ ปัญหาอยู่ที่การขาดความรู้ ทั้งสองกรณีทำให้น้ำยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นวิธีการในการกระทำของเขา แต่ขาดเงื่อนไขคนละข้อ
เงื่อนไขเรื่องการควบคุมสิ่งของ หรือ command of the thing มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับของลำดับสูง เช่น วัตถุดิบ เครื่องมือ และปัจจัยการผลิต แป้งอาจเชื่อมโยงกับความต้องการอาหารผ่านการผลิตขนมปัง แต่หากไม่มีน้ำ เชื้อเพลิง แรงงาน หรือปัจจัยประกอบอื่นที่จำเป็น บุคคลอาจยังไม่สามารถใช้แป้งนั้นเพื่อผลิตขนมปังได้จริง Menger จึงเน้นว่าความเป็น good ของปัจจัยการผลิตยังขึ้นอยู่กับการเข้าถึงสินค้าประกอบที่จำเป็นตลอดสายการผลิตด้วย แนวคิดนี้ปรากฏชัดในบทว่าด้วย ความเชื่อมโยงเชิงเหตุผลระหว่าง goods และ กฎของ goods-character
การบอกว่าสิ่งหนึ่งมี goods-character จึงไม่ได้หมายความว่ามันมีราคาหรือมีคุณค่าทางเศรษฐกิจแล้ว เราเพียงระบุว่า ภายใต้ความต้องการ ความรู้ และอำนาจควบคุมที่กำหนด สิ่งนั้นสามารถทำหน้าที่เป็นวิธีการตอบสนองความต้องการได้ ขั้นต่อไปจึงต้องถามว่า ปริมาณที่บุคคลควบคุมได้เพียงพอต่อการใช้ทั้งหมดที่เขามองเห็นหรือไม่
จาก Goods-character สู่ Economic Goods
สมมติว่าชุมชนแห่งหนึ่งอยู่ใกล้แหล่งน้ำสะอาดซึ่งมีปริมาณมากเกินกว่าความต้องการทั้งหมดของผู้คน น้ำยังคงมีประโยชน์และมี goods-character เพราะสามารถใช้ดื่ม ทำอาหาร และชำระล้างได้ แต่เมื่อการใช้น้ำเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วยไม่ทำให้ใครต้องสละการใช้ด้านอื่น และการสูญเสียน้ำหนึ่งหน่วยไม่ทำให้ความต้องการใดขาดการตอบสนอง ผู้คนก็ไม่มีเหตุให้ต้องประหยัดหรือจัดสรรน้ำแต่ละหน่วยอย่างระมัดระวัง
Menger เรียกสิ่งที่มีปริมาณมากกว่าความต้องการว่า non-economic goods ความหมายไม่ได้อยู่ที่สิ่งนั้นไม่สำคัญต่อชีวิต แต่อยู่ที่ปริมาณซึ่งมนุษย์ควบคุมได้ไม่ขาดแคลนเมื่อเทียบกับการใช้ทั้งหมดที่มองเห็น อากาศในสภาวะปกติเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะมันจำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิต แต่คนทั่วไปไม่ต้องตัดสินใจว่าจะเก็บอากาศหนึ่งส่วนไว้หายใจหรือใช้ทำอย่างอื่น
สถานะเปลี่ยนไปเมื่อปริมาณที่ควบคุมได้มีไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งหมด หากน้ำสะอาดเหลือจำกัด ผู้คนต้องเลือกว่าจะใช้ดื่ม ทำอาหาร อาบน้ำ ล้างพื้น หรือรดต้นไม้ก่อน น้ำจึงกลายเป็น economic good เพราะความขาดแคลน (Scarcity) ทำให้การจัดสรรเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้กระทำจึงต้อง economize กล่าวคือ ต้องรู้ปริมาณที่มี จัดลำดับการใช้ และรักษาหน่วยที่ตนควบคุมไว้สำหรับเป้าหมายที่เห็นว่าสำคัญกว่า
ดังนั้น goods-character กับ economic character เป็นคนละระดับ สิ่งหนึ่งมี goods-character เมื่อมันอยู่ในความสัมพันธ์ที่มนุษย์รู้จักและควบคุมได้กับการตอบสนองความต้องการ ส่วนมันเป็น economic good เมื่อปริมาณที่ควบคุมได้ไม่เพียงพอต่อการใช้ทั้งหมด จนการจัดสรรหน่วยหนึ่งไปยังเป้าหมายหนึ่งหมายถึงการละทิ้งเป้าหมายอีกด้านหนึ่ง ความขาดแคลนไม่ได้สร้างประโยชน์ให้สิ่งของ แต่ทำให้การครอบครองและสูญเสียปริมาณหนึ่งมีผลต่อความต้องการที่สามารถตอบสนองได้
สถานะนี้ไม่ได้ติดอยู่กับสิ่งของอย่างถาวร น้ำอาจเป็น non-economic good ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่เป็น economic good ในช่วงภัยแล้ง ความรู้ใหม่ เทคโนโลยีใหม่ หรือความเปลี่ยนแปลงของจำนวนผู้ใช้ก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณที่มีอยู่กับความต้องการเปลี่ยนไป สิ่งที่ Menger กำลังจำแนกจึงไม่ใช่วัตถุสองชนิด หากเป็นความสัมพันธ์สองแบบระหว่างมนุษย์ ความต้องการ และปริมาณของสิ่งของภายใต้เงื่อนไขหนึ่ง
ประโยชน์ ความขาดแคลน และคุณค่าแตกต่างกันอย่างไร
ประโยชน์หรืออรรถประโยชน์ (Utility) หมายถึงความสามารถของสิ่งหนึ่งในการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ น้ำมีประโยชน์เพราะดับกระหายได้ ยามีประโยชน์เมื่อสามารถรักษาหรือบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้อง และเครื่องมือมีประโยชน์เมื่อช่วยให้ผู้ใช้ทำงานบางอย่างสำเร็จ ประโยชน์ในความหมายนี้ไม่ได้หมายถึงปริมาณความสุขที่วัดออกมาเป็นหน่วย และไม่ใช่ตัวเลขที่สามารถนำไปบวก ลบ หรือเปรียบเทียบระหว่างบุคคลได้
การมีประโยชน์ยังไม่ทำให้สิ่งหนึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ อากาศมีประโยชน์อย่างยิ่ง แต่เมื่อมีอยู่มากกว่าความต้องการ การได้อากาศเพิ่มหนึ่งหน่วยไม่จำเป็นต้องทำให้บุคคลสละเป้าหมายอื่น อากาศจึงอาจมี goods-character โดยไม่มี economic character และไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจต่อหน่วยในสถานการณ์ปกติ
ในกรอบของ Menger คุณค่าคือความสำคัญที่บุคคลให้แก่สินค้าหรือปริมาณสินค้าหนึ่ง เพราะเขาเห็นว่าการตอบสนองความต้องการบางอย่างขึ้นอยู่กับการควบคุมสินค้านั้น หากการสูญเสียหนึ่งหน่วยไม่กระทบความต้องการใด การครอบครองหน่วยนั้นก็ไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่หากการสูญเสียทำให้เป้าหมายบางอย่างต้องถูกละทิ้ง หน่วยนั้นย่อมมีคุณค่าแก่ผู้ครอบครอง
เราจึงต้องแยกสามคำออกจากกันให้ชัด ประโยชน์กล่าวถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการ ความขาดแคลนกล่าวถึงความไม่เพียงพอของปริมาณที่ควบคุมได้เมื่อเทียบกับการใช้ทั้งหมด ส่วนคุณค่ากล่าวถึงความสำคัญของการครอบครองปริมาณหนึ่งต่อการตอบสนองความต้องการของผู้เลือก ประโยชน์เป็นเงื่อนไขจำเป็น แต่ความขาดแคลนและการต้องเลือกทำให้การครอบครองสินค้าหน่วยหนึ่งมีความหมายทางเศรษฐกิจ
การจัดลำดับทางเลือกและหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการเลือก
มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจระหว่าง “น้ำในฐานะสิ่งจำเป็นต่อชีวิตทั้งหมด” กับ “กาแฟทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก” เขาเลือกระหว่างปริมาณเฉพาะที่อยู่ตรงหน้า เช่น น้ำหนึ่งขวดกับเงิน 15 บาท กาแฟหนึ่งแก้วกับเวลาพักอีกครึ่งชั่วโมง หรือการเก็บเงิน 500 บาทไว้กับการซื้อหนังสือหนึ่งเล่ม การวิเคราะห์คุณค่าจึงต้องเริ่มจากหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจจริง หรือ marginal unit
หน่วยทางเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องตรงกับชิ้นทางกายภาพเสมอไป สำหรับผู้บริโภค หน่วยอาจเป็นน้ำหนึ่งขวด สำหรับร้านอาหารอาจเป็นน้ำหนึ่งลัง ส่วนโรงงานอาจกำลังตัดสินใจเกี่ยวกับน้ำหนึ่งหมื่นลิตร หากขนาดของหน่วยที่กำลังเลือกเปลี่ยน ทางเลือกที่ต้องสละและความสำคัญของผลลัพธ์ก็เปลี่ยนตาม เราจึงไม่ควรพูดถึงอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มโดยไม่กำหนดก่อนว่าผู้กระทำกำลังเพิ่มหรือสูญเสียปริมาณเท่าใด
การเลือกยังเปิดเผยเพียงการจัดลำดับแบบ ordinal สมมติว่าคนหนึ่งซื้อกาแฟหนึ่งแก้วในราคา 100 บาท เราอาจอนุมานได้ว่า ภายใต้เงื่อนไขนั้น เขาจัดกาแฟแก้วนั้นไว้เหนือสิ่งที่เงิน 100 บาทก้อนนั้นสามารถทำให้เขาได้ หากเขาไม่ซื้อ แต่เลือกเก็บเงินไว้ เราเห็นลำดับตรงกันข้าม การกระทำครั้งเดียวไม่ได้บอกว่าเขาชอบกาแฟมากกว่าเงินโดยทั่วไป หรือจะตัดสินใจเหมือนเดิมหากเป็นกาแฟแก้วที่สอง ราคาเปลี่ยน หรือเงินสดที่มีอยู่ลดลง
Mises เน้นประเด็นนี้ด้วยการแยกการจัดลำดับออกจากการวัด บุคคลสามารถเรียง A เหนือ B และ B เหนือ C ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยกลางที่บอกว่า A ห่างจาก B เท่าใด การใช้ตัวเลขกับเงินหรือราคาไม่ได้เปลี่ยนลำดับคุณค่าภายในให้กลายเป็นปริมาณที่วัดได้ เงินช่วยให้คำนวณการแลกเปลี่ยนในตลาด แต่ไม่ได้เป็นมาตรวัดความเข้มของความพึงพอใจ
น้ำห้าขวดและคุณค่าของหน่วยส่วนเพิ่ม
ลองสมมติว่าบุคคลหนึ่งมีน้ำห้าขวด แต่ละขวดมีปริมาณและคุณภาพเหมือนกัน สามารถใช้ทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์สำหรับเป้าหมายที่กำลังพิจารณา เขาจัดลำดับการใช้น้ำไว้ดังนี้: ดื่มเพื่อรักษาสุขภาพ ทำอาหาร ชำระล้าง รดต้นไม้ และล้างพื้น การใช้เหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญเท่ากัน แม้น้ำทุกขวดจะเหมือนกันก็ตาม
ข้อสำคัญคือ เขาไม่ได้ผูกการดื่มไว้กับขวดหมายเลขหนึ่ง หรือผูกการล้างพื้นไว้กับขวดหมายเลขห้า ขวดทางกายภาพแต่ละขวดใช้แทนกันได้ หากขวดใดขวดหนึ่งหายไป เขาจะจัดสรรน้ำที่เหลือใหม่ เขายังคงใช้น้ำสำหรับการใช้สี่อันดับแรก และละทิ้งการล้างพื้นซึ่งอยู่ต่ำสุดในบรรดาการใช้ที่เคยอาศัยน้ำทั้งห้าขวด
อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มหรือคุณค่าของหน่วยส่วนเพิ่ม (Marginal Utility หรือ Marginal Value) ของน้ำหนึ่งขวดจึงสัมพันธ์กับความสำคัญของการใช้ลำดับต่ำที่สุดที่ยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่มีอยู่ ในตัวอย่างนี้ หากสูญเสียหนึ่งขวด สิ่งที่หายไปไม่ใช่การดื่มน้ำ แต่เป็นการล้างพื้น คุณค่าของน้ำหนึ่งขวดจึงไม่เท่ากับความสำคัญรวมของน้ำทั้งหมดต่อชีวิต และไม่เท่ากับผลรวมของการใช้น้ำทั้งห้าด้าน
หากเขาได้รับขวดที่หก โดยลำดับความต้องการ ความรู้ คุณภาพของน้ำ และเงื่อนไขอื่นยังคงเดิม น้ำขวดที่เพิ่มขึ้นย่อมถูกจัดสรรไปยังการใช้ซึ่งอยู่ต่ำกว่าห้าอันดับแรก เช่น ล้างจักรยาน การใช้ลำดับที่หกสำคัญน้อยกว่าการใช้ลำดับที่ห้า ดังนั้นคุณค่าของหน่วยส่วนเพิ่มจึงลดลงเมื่อปริมาณสินค้าที่เป็นหน่วยเหมือนกันเพิ่มขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
กฎอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มลดลงไม่ได้ตั้งอยู่บนคำอธิบายทางจิตวิทยาว่า ผู้บริโภคเริ่มเบื่อหรือรู้สึกอิ่ม แม้ความเบื่ออาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง แต่เหตุผลทางทฤษฎีคือ ผู้กระทำจัดสรรหน่วยแรก ๆ ไปยังการใช้ที่มีลำดับสูงกว่าก่อน เมื่อปริมาณเพิ่มขึ้น หน่วยเพิ่มเติมจึงเหลือสำหรับการใช้ที่อยู่ต่ำลงในลำดับ หากความต้องการ ความรู้ คุณภาพสินค้า หรือสถานการณ์เปลี่ยน เราอาจกำลังวิเคราะห์ทางเลือกคนละชุด จึงไม่ควรใช้กฎนี้โดยละเลยเงื่อนไขประกอบ
ในทางกลับกัน หากปริมาณลดลงจากห้าขวดเหลือสี่ขวด การใช้ลำดับต่ำที่สุดจะถูกตัดออก ทำให้หน่วยส่วนเพิ่มของน้ำที่เหลือสัมพันธ์กับการใช้ซึ่งสำคัญกว่าเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณกับคุณค่าหน่วยส่วนเพิ่มจึงตามมาจากโครงสร้างของการจัดลำดับการใช้ ไม่ใช่จากการวัดความสุขภายในเป็นหน่วยตัวเลข Rothbard นำตรรกะนี้มาจัดแสดงอย่างเป็นขั้นตอนในช่วงต้นของ Man, Economy, and State โดยเชื่อมจากการกระทำไปสู่ลำดับคุณค่า กฎอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม และการแลกเปลี่ยน
ปัญหาเพชรกับน้ำ
ปัญหาเพชรกับน้ำเกิดขึ้นเมื่อเราถามว่า เหตุใดน้ำซึ่งจำเป็นต่อชีวิตจึงมักมีราคาต่ำกว่าเพชร ซึ่งมนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีมัน หากเปรียบเทียบความสำคัญรวมของน้ำกับความสำคัญรวมของเพชร น้ำย่อมอยู่เหนือเพชรสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่การเปรียบเทียบเช่นนั้นไม่ตรงกับทางเลือกที่เกิดขึ้นจริง
บุคคลในตลาดไม่ได้เลือกระหว่างน้ำทั้งหมดที่ตนจะใช้ตลอดชีวิตกับเพชรทั้งหมดในโลก เขากำลังประเมินน้ำหนึ่งขวด เพชรหนึ่งเม็ด หรือปริมาณอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมนั้น ภายใต้จำนวนของแต่ละสิ่งที่เขาสามารถเข้าถึงได้ ความสำคัญรวมของสินค้าทั้งประเภทจึงไม่ใช่สิ่งเดียวกับคุณค่าของหน่วยส่วนเพิ่ม
ในพื้นที่ที่น้ำอุดมสมบูรณ์ ความต้องการสำคัญเกี่ยวกับน้ำได้รับการตอบสนองไปมากแล้ว น้ำหน่วยเพิ่มเติมจึงสัมพันธ์กับการใช้ที่อยู่ต่ำลง เช่น ล้างรถหรือรดสนาม ส่วนเพชรซึ่งขาดแคลนกว่าเมื่อเทียบกับการใช้ที่ผู้คนมองเห็น อาจยังสัมพันธ์กับเป้าหมายที่ผู้ประเมินจัดไว้สูงกว่า ด้วยเหตุนี้ คนบางคนจึงพร้อมสละเงินจำนวนมากเพื่อเพชรหนึ่งหน่วย แต่พร้อมจ่ายเงินเพียงเล็กน้อยเพื่อน้ำอีกหนึ่งหน่วยในสถานการณ์ปกติ
หากสถานการณ์เปลี่ยน การประเมินก็เปลี่ยนได้ สำหรับคนที่มีน้ำเหลือครึ่งขวดกลางทะเลทราย น้ำหน่วยเพิ่มเติมอาจสัมพันธ์กับการรักษาชีวิต ขณะที่เพชรไม่ช่วยให้เขาผ่านพ้นความต้องการเร่งด่วนในขณะนั้น การเปลี่ยนลำดับนี้ไม่ใช่ข้อยกเว้นของทฤษฎี แต่เป็นสิ่งที่ทฤษฎีคาดหมาย เพราะปริมาณที่เข้าถึงได้ เป้าหมาย และสถานการณ์เปลี่ยนไป
การคลี่คลายปัญหาเพชรกับน้ำยังไม่ใช่คำอธิบายราคาตลาดทั้งหมด มันอธิบายเพียงเหตุใดบุคคลจึงประเมินสินค้าหน่วยส่วนเพิ่มต่างกัน ราคาจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการประเมินเหล่านั้นแสดงออกเป็นการเสนอซื้อ การเสนอขาย และการแลกเปลี่ยนระหว่างหลายฝ่าย
การประเมินกลับด้านและการแลกเปลี่ยนโดยสมัครใจ
สมมติว่า A มีกาแฟหนึ่งถุงและกำลังพิจารณาว่าจะเก็บไว้หรือแลกกับเงิน 500 บาท ส่วน B มีเงิน 500 บาทและกำลังพิจารณาว่าจะเก็บเงินไว้หรือรับกาแฟหนึ่งถุง หาก A จัดเงิน 500 บาทไว้เหนือกาแฟถุงที่ตนต้องสละ ขณะที่ B จัดกาแฟถุงนั้นไว้เหนือเงิน 500 บาท ทั้งสองฝ่ายมีการจัดลำดับกลับด้าน หรือ reverse valuation สำหรับสินค้าหน่วยเฉพาะที่กำลังแลก
การจัดลำดับกลับด้านไม่จำเป็นต้องเกิดจากรสนิยมพื้นฐานที่ต่างกันเพียงอย่างเดียว A และ B อาจชอบกาแฟพอ ๆ กัน แต่ A มีสินค้าคงคลังจำนวนมากและต้องการเงินสด ส่วน B กำลังจะใช้กาแฟในวันรุ่งขึ้น ความแตกต่างของเป้าหมาย ความรู้ เวลา สถานที่ ปริมาณสินค้าที่ครอบครอง และทางเลือกอื่น ล้วนทำให้ทั้งสองฝ่ายจัดหน่วยเดียวกันไว้ต่างตำแหน่งได้
เมื่อการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น แต่ละฝ่ายคาดหมายล่วงหน้า หรือ ex ante ว่าจะย้ายจากสภาวะที่ตนจัดไว้ต่ำกว่าไปสู่สภาวะที่จัดไว้สูงกว่า ธุรกรรมเดียวกันจึงสามารถเป็นประโยชน์ในความหมายของผู้กระทำทั้งสองฝ่ายได้พร้อมกัน โดยไม่ต้องสมมติว่าคุณค่าถูกสร้างเป็นปริมาณที่แบ่งกัน หรือมีมาตรวัดร่วมซึ่งแสดงว่าประโยชน์รวมเพิ่มขึ้นกี่หน่วย
ความคาดหมายล่วงหน้าไม่รับประกันความพอใจภายหลัง หรือ ex post กาแฟอาจมีคุณภาพต่ำกว่าที่ผู้ซื้อคาด ราคาตลาดอาจเปลี่ยน หรือสถานการณ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจเปลี่ยนหลังธุรกรรม ส่วนการจงใจปกปิดข้อบกพร่องหรือใช้ธนบัตรปลอมเป็นอีกปัญหาหนึ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงและความสมบูรณ์ของการยินยอม ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดในการคาดการณ์ ทฤษฎีคุณค่าอธิบายว่าการจัดลำดับใดทำให้บุคคลเลือกแลกเปลี่ยนภายใต้ความรู้ที่มีอยู่ ไม่ได้สมมติว่าเขารู้ทุกอย่างหรือไม่เคยประเมินผิด
จากราคาสงวนสู่ข้อเสนอซื้อและราคาตลาด
การจัดลำดับภายในของบุคคลยังไม่ใช่ราคา แต่กำหนดขอบเขตว่าธุรกรรมใดที่เขายอมรับได้ สำหรับผู้ซื้อ การเปรียบเทียบระหว่างสินค้ากับการใช้เงินทางเลือกอื่นทำให้เกิดราคาสูงสุดที่เขาพร้อมจ่าย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นราคาสงวนฝั่งผู้ซื้อ (buyer’s reservation price) หากราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าขีดนั้น เขาจะเลือกเก็บเงินหรือใช้กับทางเลือกอื่น
สำหรับผู้ขาย การเปรียบเทียบระหว่างการเก็บสินค้าไว้ ใช้เอง ขายให้ผู้อื่น หรือรับเงินจากผู้ซื้อรายนี้ ทำให้เกิดราคาต่ำสุดที่เขาพร้อมรับ หรือราคาสงวนฝั่งผู้ขาย (seller’s reservation price) หากข้อเสนอซื้ออยู่ต่ำกว่าขีดดังกล่าว เขาจะไม่แลก ภายใต้ตัวอย่างกาแฟ หาก B พร้อมจ่ายได้ไม่เกิน 550 บาท และ A ยอมขายเมื่อได้รับอย่างน้อย 450 บาท ช่วงระหว่างสองขีดนี้คือช่วงที่ธุรกรรมอาจเกิดขึ้นได้
ราคาสงวนไม่จำเป็นต้องถูกประกาศออกมาอย่างตรงไปตรงมา และอาจเปลี่ยนเมื่อข้อมูลหรือทางเลือกเปลี่ยน สิ่งที่คนภายนอกสังเกตได้คือข้อเสนอซื้อ (bid) และข้อเสนอขาย (offer) ผู้ซื้ออาจเริ่มเสนอ 460 บาท แม้พร้อมจ่ายสูงกว่านั้น ขณะที่ผู้ขายอาจตั้งราคา 540 บาท แม้พร้อมรับต่ำกว่านั้น การต่อรองเป็นกระบวนการที่แต่ละฝ่ายพยายามได้เงื่อนไขที่ดีกว่า โดยไม่ข้ามขีดซึ่งจะทำให้ตนเลือกไม่แลก
เมื่อตลาดมีผู้เข้าร่วมหลายคน กลไกซับซ้อนขึ้น ผู้ซื้อแข่งขันกับผู้ซื้อด้วยการเสนอเงื่อนไขที่น่าสนใจกว่า ผู้ขายแข่งขันกับผู้ขายเพื่อดึงผู้ซื้อ และผู้ซื้อกับผู้ขายต่อรองกันภายในขอบเขตที่การจัดลำดับของตนอนุญาต ผู้ซื้อที่พร้อมจ่ายสูงกว่ามีโอกาสเข้าถึงสินค้าก่อน ขณะที่ผู้ขายที่พร้อมรับราคาต่ำกว่ามีโอกาสขายได้มากกว่า
การแข่งขันนี้คัดว่าผู้ซื้อและผู้ขายรายใดสามารถเข้าร่วมการแลกเปลี่ยน ณ ปริมาณหนึ่งได้ การประเมินของผู้เข้าร่วมบริเวณขอบ—ทั้งผู้ที่ยังแลกเปลี่ยนได้และผู้ที่เกือบถูกกันออก—ช่วยจำกัดช่วงราคาที่ธุรกรรมสามารถเกิดขึ้น ผู้ที่พร้อมจ่ายต่ำกว่าราคาหรือเรียกราคาสูงเกินไปย่อมถูกกันออกจากธุรกรรมในรอบนั้น ส่วนรายละเอียดว่าผู้ซื้อและผู้ขายส่วนเพิ่มคู่ใดกำหนดขอบเขตราคา ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เข้าร่วมและลำดับการประเมินในตลาดนั้น
Rothbard ขยายการวิเคราะห์กระบวนการนี้อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการแลกเปลี่ยนระหว่างคนสองคน ก่อนเพิ่มผู้ซื้อและผู้ขายหลายรายเข้าไป เขาใช้ลำดับคุณค่า ราคาสงวน การเสนอซื้อ และการเสนอขายเพื่อแสดงว่า ราคาตลาดไม่ปรากฏขึ้นจากความรู้สึกที่รวมตัวกันอย่างไร้ขั้นตอน แต่เกิดจากการกระทำที่มองเห็นได้ภายใต้ความขาดแคลนและการแข่งขัน การอธิบายของเขามีรายละเอียดทางตรรกะมากกว่า Menger ในบางจุด แต่ยังอยู่บนฐานของการประเมินส่วนเพิ่มและการเลือกของบุคคล
สมมติว่ากาแฟถุงหนึ่งขายได้จริงที่ 500 บาท ตัวเลขนี้คืออัตราการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจากธุรกรรมนั้น มันบอกว่า ณ เวลาและสถานที่หนึ่ง กาแฟหนึ่งถุงถูกแลกกับเงิน 500 บาท แต่ไม่ได้บอกว่าผู้ซื้อได้รับความพึงพอใจ 700 หน่วย ผู้ขายสูญเสีย 300 หน่วย หรือผลประโยชน์สุทธิของสังคมเพิ่มขึ้นเท่าใด ราคาเป็นตัวเลขของอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ตัวเลขวัดคุณค่าภายใน
คุณค่าไม่ใช่ราคา
คุณค่าเป็นการจัดลำดับทางเลือกของบุคคล ส่วนราคา (Price) เป็นอัตราการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริง เราสามารถสังเกตและบันทึกราคาเป็นตัวเลขได้ แต่ไม่สามารถใช้ตัวเลขนั้นย้อนกลับไปวัดความเข้มของความพึงพอใจภายใน ผู้ซื้อสองคนอาจจ่ายราคาเท่ากันโดยมีเหตุผลและทางเลือกที่แตกต่างกันมาก ขณะที่คนคนเดียวกันอาจจ่ายราคาต่างกันในคนละเวลาเพราะเงื่อนไขเปลี่ยนไป
การประเมินของคนคนเดียวไม่สามารถกำหนดราคาตลาดได้ตามใจ แม้ผู้ซื้อจะจัดบ้านหลังหนึ่งไว้สูงในลำดับของตน เขายังถูกจำกัดด้วยเงินและทรัพยากรที่มี ราคาสงวนของผู้ขาย และข้อเสนอจากผู้ซื้อคนอื่น ในทำนองเดียวกัน ผู้ขายอาจต้องการราคาสูง แต่หากผู้ซื้อทุกรายจัดการใช้เงินทางเลือกอื่นไว้เหนือสินค้าของเขาที่ราคานั้น ธุรกรรมก็ไม่เกิดขึ้น
ราคา 500 บาทไม่ได้เป็นค่าเฉลี่ยของคุณค่าที่อยู่ภายในใจของผู้ซื้อและผู้ขาย การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นเพราะทั้งสองฝ่ายจัดสินค้าหน่วยที่จะได้รับเหนือสิ่งที่ตนสละ ไม่ใช่เพราะการประเมินของทั้งคู่ถูกทำให้เท่ากัน หากผู้ซื้อกับผู้ขายประเมินสิ่งที่จะแลกเท่ากันในความหมายของลำดับทางเลือก ทั้งสองฝ่ายย่อมไม่มีเหตุให้เสียแรงดำเนินธุรกรรม
ราคาที่เกิดขึ้นแล้วเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เราบันทึกได้ว่ามีการซื้อขายอะไร ปริมาณเท่าใด ที่ราคาใด และเมื่อใด แต่ราคาครั้งต่อไปยังขึ้นอยู่กับการประเมิน ความรู้ ทรัพยากร และการกระทำใหม่ของผู้เข้าร่วม หากมีข่าวใหม่ ผู้ซื้อรายใหม่ ปริมาณสินค้าใหม่ หรือทางเลือกใหม่ ราคาสงวนและข้อเสนออาจเปลี่ยนทันที ราคาในอดีตจึงเป็นข้อมูลสำหรับการคาดการณ์ ไม่ใช่กฎที่บังคับธุรกรรมในอนาคต
หากต้นทุนไม่สร้างคุณค่า เหตุใดต้นทุนจึงสำคัญ?
ทฤษฎีคุณค่าเชิงอัตวิสัยปฏิเสธว่าต้นทุนที่จ่ายไปในอดีตสามารถสร้างหรือรับประกันคุณค่าของสินค้าสำเร็จรูปได้ โรงงานอาจใช้แรงงาน วัตถุดิบ และเงินลงทุนจำนวนมากในการผลิตสินค้าชิ้นหนึ่ง แต่หากผู้บริโภคไม่เห็นว่าสินค้านั้นตอบสนองเป้าหมายที่สำคัญพอ พวกเขาอาจไม่ซื้อในราคาที่ครอบคลุมรายจ่าย ผู้ผลิตไม่สามารถส่งต่อต้นทุนทั้งหมดให้ผู้ซื้อได้เพียงเพราะต้นทุนนั้นเกิดขึ้นแล้ว
ข้อเสนอนี้ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนไม่สำคัญ ผู้ประกอบการต้องเปรียบเทียบราคาขายที่คาดหมายกับรายจ่ายที่จำเป็น เพื่อเลือกว่าจะเริ่ม ผลิตต่อ ขยาย ลดขนาด หรือเลิกโครงการ ในความหมายทางเศรษฐกิจ ต้นทุนยังสะท้อนทางเลือกที่ต้องสละ เพราะเมื่อไม้ เหล็ก ที่ดิน บริการจากแรงงาน และเวลาถูกนำไปใช้ในโครงการหนึ่ง ปัจจัยเหล่านั้นไม่สามารถถูกใช้พร้อมกันในอีกโครงการได้ แม้ผู้ประกอบการจะคำนวณอย่างระมัดระวัง เขาก็ยังอาจคาดการณ์ผิดได้ทั้งด้านรายรับและรายจ่าย
ในกรอบของ Menger คุณค่าของ goods ลำดับสูง เช่น วัตถุดิบ เครื่องจักร และบริการจากแรงงาน สืบเนื่องจากคุณค่าที่คาดหมายของ goods ลำดับต่ำซึ่งมันสามารถช่วยผลิตได้ การประเมินปัจจัยหน่วยหนึ่งจึงต้องพิจารณาว่า หากมีหรือไม่มีปัจจัยหน่วยนั้น ผลผลิตหรือความต้องการส่วนใดจะได้รับหรือสูญเสียการตอบสนอง และปัจจัยนั้นสามารถนำไปใช้ในทางเลือกใดได้บ้าง ในตลาดเงิน การแข่งขันเสนอซื้อปัจจัยของผู้ประกอบการซึ่งคาดการณ์ราคาผลผลิตในอนาคตทำให้ราคาปัจจัยสะท้อนการใช้หลายทาง ต้นทุนจึงมีบทบาทจริงต่อการผลิต แต่ไม่ได้เป็นแหล่งอิสระที่สร้างคุณค่าให้ผลผลิตโดยไม่ผ่านการประเมินของผู้บริโภค
ข้อเท็จจริง ความผิดพลาด และขอบเขตของ Subjective Value
คำว่า subjective ระบุว่าคุณค่าต้องอ้างกลับไปยังการประเมินของผู้กระทำ ไม่ได้หมายความว่าการประเมินเกิดขึ้นโดยสุ่ม หรือข้อเท็จจริงทางกายภาพหมดความสำคัญ น้ำมันเครื่องไม่สามารถดับกระหายได้เพียงเพราะใครบางคนต้องการให้มันทำได้ ความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการกับเป้าหมายถูกจำกัดด้วยคุณสมบัติของสิ่งของ กฎธรรมชาติ เวลา และทรัพยากรที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม ผู้กระทำไม่ได้รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด และความรู้ของเขาอาจผิดได้ หากคนหนึ่งเชื่อว่าน้ำมันเครื่องเป็นน้ำดื่ม เขาอาจปฏิบัติต่อมันในฐานะวิธีการดับกระหาย แต่การกระทำนั้นไม่สามารถให้ผลตามที่คาด ความเป็นอัตวิสัยของการประเมินจึงอยู่ร่วมกับความเป็นปรนัยของเหตุและผลได้ มนุษย์เลือกตามความเข้าใจของตน แต่ผลลัพธ์ไม่ได้อยู่ภายใต้ความต้องการของเขาทั้งหมด
เมื่อข้อมูลเปลี่ยน การประเมินย่อมเปลี่ยนตามได้ ผู้ซื้ออาจพร้อมจ่ายสูงสำหรับนาฬิกาที่เชื่อว่าเป็นของแท้ แต่ลดราคาสูงสุดที่พร้อมจ่ายเมื่อพบว่าเป็นของเลียนแบบ ตัววัตถุอาจยังเหมือนเดิมในเชิงกายภาพ แต่ความรู้เกี่ยวกับมันและเป้าหมายที่มันสามารถตอบสนองในมุมมองของผู้ซื้อเปลี่ยนไป การเปลี่ยน valuation เช่นนี้ไม่ใช่ความไร้เหตุผล หากเป็นการปรับการเลือกให้เข้ากับข้อมูลใหม่
การเลือกอย่างมีเป้าหมายในกรอบของ Mises ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ต้องเลือกได้ดีที่สุดตามมาตรฐานของผู้สังเกตการณ์ ความเป็นเหตุเป็นผลในระดับของทฤษฎีการกระทำหมายถึง ผู้กระทำใช้วิธีการเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายตามความเข้าใจที่ตนมี เขาอาจเลือกวิธีการไม่เหมาะสม ประเมินผลผิด หรือเสียใจภายหลังได้ ความผิดพลาดไม่ได้ลบทฤษฎีคุณค่า แต่เป็นเหตุผลที่ต้องแยกความคาดหมายก่อนการกระทำออกจากผลที่เกิดขึ้นภายหลัง
คุณค่าทางเศรษฐกิจยังต้องแยกจากคุณค่าทางศีลธรรม การบอกว่าสิ่งหนึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจต่อบุคคล หมายเพียงว่าเขาจัดสิ่งนั้นไว้ในลำดับทางเลือกของตน ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นดี ยุติธรรม ชอบธรรม หรือควรได้รับการส่งเสริม คำถามด้านจริยศาสตร์ต้องอาศัยเหตุผลอีกระดับหนึ่ง และไม่อาจอนุมานคำตอบโดยตรงจากทฤษฎีคุณค่าทางเศรษฐกิจ
จากคุณค่าผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการและการผลิต
ในระบบเศรษฐกิจที่มีโครงสร้างการผลิตซับซ้อน ผู้ประกอบการไม่ได้รู้การประเมินของผู้บริโภคในอนาคตโดยตรง เขาต้องคาดการณ์ว่าสินค้าใดจะตอบสนองเป้าหมายของผู้บริโภค พวกเขาจะพร้อมซื้อในปริมาณเท่าใด และราคาที่เป็นไปได้จะเพียงพอชดเชยรายจ่ายหรือไม่ จากนั้นจึงเสนอซื้อที่ดิน แรงงาน วัตถุดิบ และเครื่องจักรในปัจจุบัน
การเสนอซื้อปัจจัยการผลิตของผู้ประกอบการหลายรายเชื่อมความต้องการที่คาดหมายของผู้บริโภคกลับมายังราคาปัจจัย หากผู้ประกอบการคาดการณ์ราคาขายหรือความต้องการในอนาคตได้ถูกต้องกว่าผู้ที่กำลังกำหนดราคาปัจจัยในปัจจุบัน เขาอาจซื้อปัจจัยในราคาที่ต่ำเมื่อเทียบกับรายรับซึ่งเกิดขึ้นภายหลังและได้รับกำไร หากการคาดการณ์ผิดหรือรายจ่ายสูงกว่ารายรับ เขาย่อมเผชิญผลขาดทุน กำไรและขาดทุนจึงเกิดจากความแตกต่างระหว่างการคาดการณ์กับผลจริง ไม่ได้เกิดจากการวัดคุณค่าภายในของผู้บริโภคโดยตรง
นี่เป็นเพียงสะพานไปสู่ทฤษฎีผู้ประกอบการและ การคำนวณทางเศรษฐกิจ ประเด็นสำคัญสำหรับบทความนี้คือ สายเหตุผลไม่ได้หยุดอยู่ที่การบอกว่าคนแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน มันเริ่มจากความต้องการ ผ่านความสัมพันธ์เชิงเหตุผลและอำนาจควบคุมสิ่งของ ไปสู่ความขาดแคลน การจัดลำดับการใช้ คุณค่าของหน่วยส่วนเพิ่ม การแลกเปลี่ยน และการก่อตัวของราคา ก่อนจะย้อนกลับไปกำกับการใช้ปัจจัยการผลิตผ่านการคาดการณ์ของผู้ประกอบการ
บทสรุป
คุณค่าเชิงอัตวิสัยไม่ได้หมายความว่าคุณค่าเป็นอารมณ์ลอย ๆ หรือทุกการประเมินถูกต้องเท่ากัน มันหมายความว่า ความสำคัญทางเศรษฐกิจของสิ่งหนึ่งต้องอธิบายโดยอ้างถึงผู้กระทำ เป้าหมาย ความรู้ ปริมาณสิ่งของที่ควบคุมได้ และทางเลือกที่ต้องสละ ข้อเท็จจริงทางกายภาพกำหนดว่าสิ่งของทำอะไรได้ ส่วนการประเมินของบุคคลกำหนดว่าสิ่งนั้นอยู่ตรงไหนในลำดับทางเลือกของเขา
ในกรอบของ Menger สิ่งหนึ่งมี goods-character เมื่อเชื่อมกับความต้องการผ่านความสัมพันธ์เชิงเหตุผลที่บุคคลตระหนักและสามารถควบคุมสิ่งนั้นมาใช้ได้ มันกลายเป็น economic good เมื่อปริมาณที่ควบคุมได้ไม่เพียงพอต่อการใช้ทั้งหมด จนต้องจัดลำดับว่าจะตอบสนองความต้องการใดก่อน สำหรับหน่วยที่เหมือนกันและใช้ทดแทนกันได้ คุณค่าของหนึ่งหน่วยจึงสัมพันธ์กับการใช้ที่สำคัญน้อยที่สุดซึ่งยังขึ้นอยู่กับปริมาณที่มีอยู่ นี่คือฐานของกฎอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มลดลงและคำตอบของปัญหาเพชรกับน้ำ
การจัดลำดับกลับด้านระหว่างคู่แลกเปลี่ยนทำให้ธุรกรรมโดยสมัครใจเป็นไปได้ ราคาสงวน ข้อเสนอซื้อ ข้อเสนอขาย และการแข่งขันนำการประเมินของบุคคลเข้าสู่กระบวนการตลาด ราคาที่ปรากฏจึงเป็นอัตราการแลกเปลี่ยนจากการกระทำจริง ไม่ใช่ปริมาณคุณค่าที่อยู่ในวัตถุ ค่าเฉลี่ยของความรู้สึก หรือมาตรวัดความพึงพอใจระหว่างบุคคล เมื่อมองครบทั้งสาย การก่อตัวของคุณค่า การแลกเปลี่ยน ราคา และการผลิตล้วนย้อนกลับมาสู่มนุษย์ผู้เลือกภายใต้ความขาดแคลน
Key Concepts
- คุณค่าเชิงอัตวิสัย (Subjective Value)
- Goods-character
- สินค้าทางเศรษฐกิจ (Economic Goods)
- ความขาดแคลน (Scarcity)
- การจัดลำดับทางเลือก (Preference Ranking)
- อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Marginal Utility)
- ราคาสงวน (Reservation Price)
- การแลกเปลี่ยน (Exchange)
- ราคา (Price)
- ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)
Related Thinkers
- Carl Menger
- Ludwig von Mises
- Murray N. Rothbard
- Eugen von Böhm-Bawerk
Sources
- Carl Menger, Principles of Economics, โดยเฉพาะบทที่ 1–5 ว่าด้วย goods-character, economic goods, value, exchange และ price
- Ludwig von Mises, Human Action: A Treatise on Economics, โดยเฉพาะส่วนว่าด้วย ends and means, scales of value, exchange และ pricing process
- Murray N. Rothbard, Man, Economy, and State with Power and Market, โดยเฉพาะบทที่ 1, 2 และ 4 ว่าด้วยลำดับคุณค่า อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม การแลกเปลี่ยน ราคาสงวน และการก่อตัวของราคา
Further Reading
- Eugen von Böhm-Bawerk, The Positive Theory of Capital
- Israel M. Kirzner, Competition and Entrepreneurship
- Friedrich A. Hayek, Individualism and Economic Order
