Skip to content
SOUPpill
Go back

ทำไมเพชรถึงแพงกว่าน้ำ (Subjective Value)

น้ำช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้ ส่วนเพชรไม่ได้ช่วยให้เรารอดตายแม้แต่นาทีเดียว แต่ในชีวิตปกติ เพชรเม็ดเล็ก ๆ กลับแลกเป็นเงินได้มากกว่าน้ำหลายพันขวด ถ้าคุณค่าของสิ่งของมาจากประโยชน์ที่มันมี ราคาที่เราเห็นกันอยู่ก็ดูผิดเสียจนน่าประหลาดใจ

Updated:
ขนาดตัวอักษร
ภาพประกอบคุณค่าเชิงอัตวิสัย (Subjective Value): รูปปั้นคลาสสิกและภาชนะโบราณ

ทำไมเพชรแพงกว่าน้ำ ทั้งที่น้ำช่วยให้เรารอดชีวิต

น้ำช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้ ขณะที่เพชรไม่ได้ช่วยให้เรารอดตายแม้แต่นาทีเดียว แต่ในชีวิตปกติ เพชรเม็ดเล็ก ๆ กลับขายได้เงินมากกว่าน้ำหลายพันขวด ถ้าคุณค่าของสิ่งของขึ้นอยู่กับประโยชน์ที่มันให้กับเรา ราคาที่เห็นอยู่ทั่วโลกก็ดูผิดเสียจนน่าประหลาดใจ

ความขัดแย้งนี้ทำให้นักคิดปวดหัวกันมานาน เพราะไม่ว่าจะอธิบายจากด้านไหน ก็ดูเหมือนจะติดปัญหาอีกด้านเสมอ ถ้าราคาขึ้นอยู่กับความจำเป็นต่อชีวิต น้ำก็ควรแพงกว่าเพชร แต่ถ้าราคาขึ้นอยู่กับต้นทุนหรือความหายากเพียงอย่างเดียว เราก็ยังตอบไม่ได้ว่าทำไมของบางอย่างที่ผลิตยากและใช้ต้นทุนสูง ถึงไม่มีใครยอมซื้อเลย

บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่คำถามที่เราตั้งมาตั้งแต่แรก เพราะเวลาเดินเข้าไปในร้าน ไม่มีใครต้องเลือกระหว่าง “น้ำทั้งหมดที่จำเป็นต่อชีวิต” กับ “เพชรทั้งหมดในโลก” สิ่งที่เราเลือกจริง ๆ คือน้ำขวดหนึ่ง เพชรเม็ดหนึ่ง หรือเงินจำนวนหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า และรายละเอียดเล็ก ๆ ตรงนี้เองที่เปลี่ยนความหมายของคำว่า “คุณค่า” ไปทั้งหมด

เราไม่ได้เลือกระหว่างน้ำทั้งหมดกับเพชรทั้งหมด

ทุกครั้งที่มนุษย์เลือก เราไม่ได้มองสิ่งของชิ้นหนึ่งแยกออกจากทุกอย่าง แต่กำลังเทียบกับทางเลือกที่มีอยู่จริงในตอนนั้น คนที่ยืนอยู่ในร้านสะดวกซื้อไม่ได้ถามว่าน้ำสำคัญต่อมนุษยชาติมากแค่ไหน เขาแค่กำลังเลือกว่า น้ำอีกหนึ่งขวดสำคัญกว่าสิ่งอื่นที่เงินก้อนเดียวกันซื้อได้หรือไม่

นี่เชื่อมกับแนวคิดเรื่อง Human Action โดยตรง มนุษย์ลงมือทำเพราะมองว่าสภาพบางอย่างดีกว่าสภาพที่เป็นอยู่ และเลือกวิธีที่คิดว่าจะพาตัวเองไปถึงจุดนั้น เมื่อเขาเลือก A แทน B สิ่งที่การกระทำบอกเรามีเพียงว่า ในเงื่อนไขตอนนั้น เขาให้ A มาก่อน B

ลำดับดังกล่าวเป็นแบบก่อน–หลัง หรือ ordinal ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้วัดความรู้สึก เราอาจเห็นว่าคนหนึ่งเลือกอาหารแทนหนังสือ แต่ไม่ได้แปลว่าอาหารมีค่ามากกว่าหนังสือสามหน่วย และยิ่งเอาความพึงพอใจของเขาไปเทียบตรง ๆ กับอีกคนไม่ได้ สิ่งที่เราเห็นจากการเลือกคือเขาเอาอะไรมาก่อนอะไร ไม่ใช่เขามีความสุขมากน้อยแค่ไหน

ถ้าน้ำห้าขวดหายไปหนึ่งขวด เราเสียอะไรจริง ๆ

ลองสมมติว่าคนหนึ่งมีน้ำอยู่ห้าขวด ทุกขวดเหมือนกันและใช้แทนกันได้ เขาใช้น้ำทั้งห้าขวดกับห้าอย่าง ได้แก่ ดื่ม ทำอาหาร ให้สัตว์เลี้ยง รดต้นไม้ และล้างพื้น แน่นอนว่าทั้งห้าอย่างไม่ได้สำคัญเท่ากัน ถ้าต้องเลือก เขาย่อมเก็บน้ำไว้ดื่มก่อนเอาไปล้างพื้น

ถ้าน้ำหายไปหนึ่งขวด เขาไม่จำเป็นต้องสนใจว่าขวดไหนหาย เพราะทุกขวดใช้แทนกันได้ สิ่งที่เขาทำคือจัดน้ำสี่ขวดที่เหลือใหม่ เพื่อรักษาสี่อย่างที่สำคัญที่สุดไว้ แล้วตัดการล้างพื้นออกไป สิ่งที่เสียจากน้ำหนึ่งขวดจึงไม่ใช่ “น้ำที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่” แต่คือการใช้น้ำกับเป้าหมายที่สำคัญน้อยที่สุดในตอนที่เขายังมีน้ำห้าขวด

หน่วยที่เราใช้ตัดสินใจจึงเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ บางครั้งอาจเป็นหนึ่งขวด บางครั้งเป็นหนึ่งลัง หรือบางครั้งต้องมีหลายหน่วยรวมกันถึงจะทำสิ่งที่ต้องการได้ สำหรับของที่เหมือนกันและใช้แทนกันได้ คุณค่าของหนึ่งหน่วยจึงสัมพันธ์กับการใช้ที่สำคัญน้อยที่สุดซึ่งยังต้องพึ่งหน่วยนั้นอยู่ นี่คือความหมายของคุณค่าหน่วยส่วนเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าน้ำขวดใดขวดหนึ่งมีค่าน้อยกว่าขวดอื่น

ถ้ามีน้ำเพิ่มมาเป็นขวดที่หก เขาอาจเอาไปล้างรถ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญน้อยลงไปอีก แต่ถ้าเขาเหลือน้ำเพียงสองขวด การเสียไปอีกหนึ่งขวดอาจทำให้ไม่มีน้ำทำอาหาร ภายใต้ความต้องการ ความรู้ และเงื่อนไขอื่นที่เหมือนเดิม ยิ่งมีหน่วยเพิ่มขึ้น หน่วยเหล่านั้นก็จะถูกนำไปใช้กับสิ่งที่สำคัญลดหลั่นลงมา นี่คือกฎอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มลดลง (diminishing marginal utility) ในความหมายของสำนักออสเตรียน ไม่ใช่ว่าน้ำแต่ละขวดให้ “ความสุข” น้อยลงเพราะดื่มไปแล้วเริ่มเบื่อ

ตรงนี้ปัญหาเพชรกับน้ำก็เริ่มคลี่คลาย น้ำทั้งหมดมีประโยชน์ต่อชีวิตมหาศาล แต่ในสถานการณ์ที่น้ำมีอยู่มาก น้ำอีกหนึ่งหน่วยอาจถูกเอาไปใช้กับเรื่องที่ไม่เร่งด่วน ขณะที่เพชรมีน้อยกว่า และเพชรอีกหนึ่งหน่วยอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เจ้าของให้ความสำคัญมากกว่า ราคาตลาดยังขึ้นอยู่กับผู้ซื้อ ผู้ขาย และการแข่งขัน แต่ปริศนาพื้นฐานจะหายไปทันทีที่เราเลิกเทียบประโยชน์ของน้ำทั้งหมดกับเพชรทั้งหมด แล้วหันมามองหน่วยที่คนกำลังเลือกจริง ๆ

ประโยชน์ ความขาดแคลน และคุณค่าไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ลองนึกถึงสามเมือง เมืองแรกมีน้ำสะอาดมากเกินกว่าที่ทุกคนจะใช้หมด เมืองที่สองกำลังเจอภัยแล้ง ส่วนเมืองที่สามมีน้ำใต้ดินมหาศาล แต่ยังไม่มีใครรู้ว่ามันอยู่ตรงไหนหรือมีเครื่องมือขุดลงไปถึง น้ำในทั้งสามเมืองมีคุณสมบัติทางกายภาพเหมือนกัน คือใช้ดับกระหายได้ แต่บทบาทของมันในการตัดสินใจของคนกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“ประโยชน์” หรือ utility คือความสามารถของสิ่งหนึ่งในการตอบสนองความต้องการ “ความขาดแคลน” คือการที่ปริมาณซึ่งเราควบคุมได้มีไม่พอกับสิ่งที่เราอยากนำไปใช้ทั้งหมด ส่วน “คุณค่า” คือความสำคัญที่คนให้กับเป้าหมายหรือสิ่งที่ใช้ไปถึงเป้าหมายนั้น เมื่อการมีหรือไม่มีสิ่งนั้นทำให้สิ่งที่เขาทำได้เปลี่ยนไป ทั้งสามเรื่องเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ในเมืองแรก น้ำมีประโยชน์มาก แต่ไม่จำเป็นต้องประหยัด เพราะใช้อีกหน่วยก็ไม่ได้ไปแย่งน้ำจากการใช้อย่างอื่น Menger เรียกสิ่งที่มีมากเกินกว่าความต้องการทั้งหมดว่า non-economic good ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่สำคัญต่อชีวิต เพียงแต่ปริมาณที่มีอยู่มากพอจนเราไม่ต้องเลือกว่าใครหรืออะไรจะได้ใช้มัน เมื่อภัยแล้งทำให้น้ำไม่พอ น้ำจึงกลายเป็น economic good เพราะทุกหน่วยที่เอาไปใช้กับเรื่องหนึ่ง หมายถึงอีกเรื่องหนึ่งต้องเสียสละ

ความขาดแคลนไม่ได้ทำให้น้ำมีความสามารถในการดับกระหาย เพราะน้ำมีคุณสมบัตินั้นอยู่แล้ว สิ่งที่ความขาดแคลนทำคือบังคับให้เราต้องจัดลำดับว่าจะใช้น้ำกับอะไร และทำให้การเสียน้ำหนึ่งหน่วยส่งผลจริงต่อสิ่งที่เราทำได้ สถานะนี้ไม่ได้ติดอยู่กับวัตถุตลอดไป น้ำชนิดเดียวกันอาจมีมากจนแทบไม่ต้องคิดถึงมันในฤดูฝน แล้วกลายเป็นทรัพยากรที่ทุกคนต้องรักษาอย่างระมัดระวังในฤดูแล้ง

ของที่มีอยู่แต่เราไม่รู้หรือเอื้อมไม่ถึง เป็นทรัพยากรของเราหรือยัง

กรณีน้ำใต้ดินทำให้เห็นอีกเรื่องหนึ่ง การที่บางสิ่งมีอยู่จริงในโลกยังไม่พอที่จะทำให้มันเข้ามาอยู่ในแผนการของเรา ถ้าเราไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน หรือยังไม่มีทางควบคุมและนำมันมาใช้ น้ำก้อนมหาศาลใต้ดินนั้นก็ยังเอามาดับกระหายในวันนี้ไม่ได้

Menger ใช้คำว่า goods-character เพื่ออธิบายความสัมพันธ์นี้ สิ่งหนึ่งจะมีสถานะเป็น good เมื่อมีความต้องการ สิ่งนั้นมีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลกับการตอบสนองความต้องการ คนรู้ถึงความสัมพันธ์นั้น และสามารถควบคุมสิ่งนั้นมาใช้ได้ คำว่า good ในที่นี้จึงกว้างกว่า “สินค้าที่ผลิตมาขาย” และไม่จำเป็นต้องเป็นของที่มีราคาในตลาด

เงื่อนไขเหล่านี้ยังช่วยแยกสิ่งที่เป็นจริงออกจากสิ่งที่คนเชื่อ ถ้าคนหนึ่งคิดว่าน้ำมันเครื่องช่วยดับกระหายได้ เขาอาจปฏิบัติต่อมันเหมือนเป็นวิธีดับกระหาย แต่ความเชื่อของเขาไม่ได้ทำให้น้ำมันเครื่องดับกระหายได้จริง Menger เรียกของลักษณะนี้ว่า imaginary good มนุษย์เลือกตามความรู้ที่ตัวเองมีได้ แต่ผลของการกระทำยังถูกจำกัดด้วยโลกภายนอกอยู่ดี

เมื่อสิ่งหนึ่งมี goods-character แล้ว คำถามต่อมาคือปริมาณที่เราควบคุมได้มีพอกับทุกสิ่งที่อยากนำมันไปใช้หรือไม่ ถ้าไม่พอ เราก็ต้องเลือกว่าจะรักษาเป้าหมายไหนไว้ และยอมสละเป้าหมายไหน คุณค่าทางเศรษฐกิจจึงเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของ ความต้องการ ความรู้ ความสามารถในการควบคุม และปริมาณที่มีอยู่

ทำไมคนสองคนจึงได้ประโยชน์จากของชิ้นเดียวกัน

ลองเปลี่ยนจากน้ำมาเป็นกาแฟหนึ่งถุง A มีกาแฟ แต่ต้องการเงินไปซื้อหนังสือมากกว่า ส่วน B มีเงิน แต่ต้องการกาแฟมากกว่าสิ่งอื่นที่เงินก้อนนั้นซื้อได้ ถ้าทั้งสองแลกกัน การแลกไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกาแฟมี “มูลค่าที่แท้จริง” ค่าเดียว หรือเพราะทั้งคู่มองกาแฟว่ามีค่าเท่ากัน แต่เกิดขึ้นเพราะต่างฝ่ายต่างอยากได้สิ่งที่อีกฝ่ายมี มากกว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังจะสละ

นี่คือการประเมินกลับด้าน (reverse valuation) A เลือกเงินมากกว่ากาแฟ ส่วน B เลือกกาแฟมากกว่าเงิน ก่อนการแลกหรือ ex ante ทั้งคู่จึงคาดว่าหลังแลกแล้วตัวเองจะอยู่ในสภาพที่ดีกว่าเดิม ถ้าทั้งสองประเมินทุกอย่างเหมือนกัน ก็ไม่มีเหตุผลให้เสียเวลามาแลกกันตั้งแต่แรก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอาจไม่เป็นอย่างที่คิด B อาจกลับบ้านไปแล้วพบว่ากาแฟเสื่อมคุณภาพ หรือ A อาจเสียดายเมื่อเห็นหนังสือลดราคาในวันรุ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนโดยสมัครใจจึงบอกได้เพียงว่า ตอนตัดสินใจทั้งสองฝ่ายคาดว่าตัวเองจะได้ประโยชน์ ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะต้องพอใจกับผลที่เกิดขึ้นภายหลังเสมอ เพราะคนเราคาดผิดได้ และข้อมูลใหม่ก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

การเลือกยังทำให้เราเห็น ต้นทุนค่าเสียโอกาส ด้วย ต้นทุนไม่ได้มีแค่เงินที่จ่ายออกไป แต่รวมถึงทางเลือกที่ดีที่สุดที่เราต้องยอมทิ้ง เมื่อ B ซื้อกาแฟ เขาก็เสียโอกาสใช้เงินก้อนนั้นซื้ออย่างอื่น ส่วน A เมื่อขายกาแฟ ก็เสียโอกาสเก็บกาแฟไว้ดื่มหรือรอขายในอนาคต คุณค่าจึงปรากฏขึ้นจากการเปรียบเทียบทางเลือก ไม่ได้ลอยติดอยู่กับของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

ราคา 500 บาทวัดคุณค่าของใคร

สมมติว่า A จะยอมขายกาแฟถุงนี้ก็ต่อเมื่อได้อย่างน้อย 450 บาท ส่วน B จะยอมซื้อถ้าราคาไม่เกิน 550 บาท ตัวเลขทั้งสองเป็นขอบเขตในการตัดสินใจ หรือที่เรียกว่า “ราคาสงวน” ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีใครพูดออกมาตรง ๆ และพร้อมเปลี่ยนได้ทันทีเมื่อข้อมูล ทรัพยากร หรือทางเลือกของแต่ละคนเปลี่ยนไป

ถ้าทั้งคู่ตกลงกันที่ 500 บาท สิ่งที่ราคานี้บอกคือ กาแฟหนึ่งถุงถูกแลกกับเงิน 500 บาท ณ เวลาและสถานที่นั้น แต่มันไม่ได้บอกว่ากาแฟสร้างความพึงพอใจให้ B จำนวน 500 หน่วย หรือมีคุณค่าในใจ A เท่ากันพอดี ที่จริงการแลกเกิดขึ้นได้ก็เพราะ B เลือกกาแฟมากกว่าเงิน 500 บาท ขณะที่ A เลือกเงิน 500 บาทมากกว่ากาแฟ

เมื่อมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก การเสนอซื้อ การเสนอขาย และการแข่งขันจะเข้ามาช่วยกำหนดช่วงราคาที่การซื้อขายเกิดขึ้นได้ แม้กระบวนการจริงจะซับซ้อนกว่าเดิม แต่หลักสำคัญยังเหมือนเดิม การประเมินอยู่ในลำดับทางเลือกของแต่ละคน ส่วนราคาคืออัตราการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคนเหล่านั้น

ราคาที่เกิดขึ้นแล้วจึงเป็นข้อเท็จจริงของอดีต ไม่ใช่คำสั่งว่าราคาในอนาคตต้องเป็นเท่าเดิม ข่าวใหม่ ผู้ซื้อรายใหม่ สินค้าที่เพิ่มเข้ามา หรือทางเลือกใหม่ ๆ อาจทำให้ราคาสงวนและข้อเสนอเปลี่ยนได้ทันที ราคา 500 บาทจึงให้ข้อมูลสำคัญกับตลาด แต่ไม่ได้แปลงคุณค่าที่อยู่ในใจของแต่ละคนออกมาเป็นตัวเลขที่เอาไปวัดเทียบกันได้

ต้นทุนหนึ่งล้านบาทไม่ได้บังคับให้ลูกค้าเห็นคุณค่า

ผู้ผลิตไม่สามารถโยนต้นทุนทั้งหมดให้ลูกค้าจ่ายได้ เพียงเพราะตัวเองเสียเงินไปแล้ว สมมติว่าบริษัทหนึ่งใช้เงินหนึ่งล้านบาทพัฒนาอุปกรณ์ครัวที่แก้ปัญหาซึ่งแทบไม่มีใครมองว่าเป็นปัญหา ทีมงานอาจใช้เวลาหลายปี ใช้วัสดุราคาแพง และผลิตอย่างประณีตแค่ไหนก็ได้ แต่ความเหนื่อยและเงินที่จ่ายไปไม่สามารถบังคับให้ลูกค้าอยากได้สินค้านั้นมากกว่าเงินในกระเป๋า หากไม่มีใครซื้อ ต้นทุนที่สูงก็บอกได้เพียงว่ามีทรัพยากรถูกใช้ไปมาก ไม่ได้เป็นใบรับรองว่าสินค้านั้นต้องมีคุณค่าสูง

นี่ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนไม่สำคัญ ก่อนเริ่มโครงการ ผู้ประกอบการต้องเทียบราคาขายที่คาดว่าจะได้กับรายจ่ายที่จำเป็น และต้องคิดด้วยว่าที่ดิน แรงงาน วัตถุดิบ เงินทุน และเวลาที่กำลังจะใช้ เอาไปทำอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ได้หรือไม่ ต้นทุนที่คาดไว้และต้นทุนค่าเสียโอกาสจึงมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจว่าจะผลิตหรือไม่ เพียงแต่ต้นทุนที่จ่ายไปแล้วไม่ได้รับประกันว่าผู้บริโภคจะยอมซื้อ

เหตุและผลจึงไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบ “ต้นทุนบวกกำไรเท่ากับราคา” ในกรอบของ Menger คุณค่าของวัตถุดิบ เครื่องจักร และบริการจากแรงงานสืบเนื่องมาจากสินค้าผู้บริโภคที่สิ่งเหล่านั้นช่วยผลิต ผู้ประกอบการต่างแข่งขันกันซื้อปัจจัยเหล่านี้ตามรายรับในอนาคตที่ตัวเองคาดว่าจะได้ ต้นทุนจึงมีผลต่อการผลิตจริง ขณะเดียวกันคุณค่าที่คาดว่าผลผลิตจะมี ก็ย้อนกลับมามีผลต่อราคาของปัจจัยการผลิตด้วย

เพราะแบบนี้ ของที่ใช้แรงงานมากจึงไม่จำเป็นต้องมีคุณค่าสูง และของที่ลูกค้ามองว่ามีคุณค่าสูงก็ไม่จำเป็นต้องผลิตแพงเสมอ ตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับความพยายามเพียงเพราะเราพยายามหนัก สิ่งที่ผู้ผลิตกำลังทำคือเดิมพันว่า ทรัพยากรที่ใช้ไปวันนี้จะกลายเป็นสิ่งที่คนอื่นอยากเลือกในวันหน้า

หากมูลค่าเป็นเรื่องของแต่ละคน แปลว่าอะไรก็ถูกได้หรือไม่

คำว่า subjective หมายความว่า มูลค่าต้องย้อนกลับไปดูว่าคนที่กำลังเลือกประเมินสิ่งนั้นอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าความจริงทางกายภาพจะหายไป น้ำมันเครื่องไม่ได้ดับกระหายได้เพียงเพราะใครสักคนอยากให้มันทำได้ คุณสมบัติของสิ่งของ กฎธรรมชาติ เวลา และทรัพยากรยังคงเป็นข้อจำกัดว่า วิธีไหนจะพาเราไปถึงเป้าหมายได้จริง

ปัญหาคือมนุษย์ไม่ได้รู้ข้อเท็จจริงทุกอย่าง คนหนึ่งอาจซื้อนาฬิกาในราคาสูงเพราะเชื่อว่าเป็นของแท้ แล้วลดราคาสูงสุดที่ตัวเองพร้อมจ่ายลงทันทีเมื่อรู้ว่าเป็นของเลียนแบบ ตัวนาฬิกาอาจไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แต่ความรู้ของเขาเปลี่ยน และความสัมพันธ์ระหว่างนาฬิกากับเป้าหมายที่เขาต้องการก็เปลี่ยนตาม การที่คนปรับการประเมินเมื่อได้ข้อมูลใหม่จึงไม่ได้ขัดกับทฤษฎี แต่เป็นเรื่องที่ทฤษฎีต้องอธิบายอยู่แล้ว

การกระทำอย่างมีเป้าหมายในกรอบของ Mises ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์จะเลือกวิธีที่ดีที่สุดในสายตาคนนอก คนเราอาจคาดผิด เลือกวิธีผิด หรือมานั่งเสียใจทีหลังก็ได้ ความเป็นอัตวิสัยของการเลือกจึงอยู่ร่วมกับความเป็นปรนัยของเหตุและผลได้ มนุษย์เลือกเป้าหมายและประเมินทางเลือกเอง แต่ไม่ได้สั่งให้ผลลัพธ์เป็นอย่างใจได้ทุกอย่าง

คุณค่าทางเศรษฐกิจก็ไม่ใช่คำตัดสินทางศีลธรรมเช่นกัน การบอกว่าสิ่งหนึ่งมีคุณค่าต่อใครสักคน หมายเพียงว่าเขาจัดสิ่งนั้นไว้ในลำดับทางเลือกของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นดี ยุติธรรม ชอบธรรม หรือควรได้รับการสนับสนุน คำถามทางศีลธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเราไม่สามารถหาคำตอบของมันได้โดยดูจากราคาหรือความต้องการเพียงอย่างเดียว

ผู้ประกอบการกำลังเดิมพันกับคุณค่าที่ยังไม่เกิดขึ้น

ในระบบการผลิตที่ซับซ้อน ผู้ประกอบการไม่มีทางมองเห็นล่วงหน้าว่าผู้บริโภคในอนาคตจะประเมินสินค้าอย่างไร เขาต้องคาดเอาว่าสินค้าแบบไหนจะตอบโจทย์ผู้คน พวกเขาจะซื้อกันมากน้อยแค่ไหน และราคาที่ขายได้จะพอชดเชยรายจ่ายหรือไม่ จากนั้นจึงซื้อที่ดิน จ้างแรงงาน และใช้วัตถุดิบในวันนี้ เพื่อผลิตของที่จะออกไปขายในอนาคต

ถ้าเขามองเห็นความต้องการที่คนอื่นยังมองไม่เห็น ก็อาจได้กำไร แต่ถ้าผู้บริโภคไม่เลือกสินค้า หรือรายจ่ายสูงกว่าที่คาด ก็ย่อมขาดทุน กำไรและขาดทุนจึงไม่ได้เป็นมาตรวัดความพึงพอใจที่อยู่ในใจของผู้บริโภค แต่เป็นผลจากช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผู้ประกอบการคาดไว้ กับสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกจริง กลไกนี้จึงเชื่อมต่อไปยังเรื่องผู้ประกอบการและ การคำนวณทางเศรษฐกิจ

เมื่อย้อนกลับมาที่เพชรกับน้ำ เราจะเห็นว่าปริศนาไม่ได้เกิดจากโลกตั้งราคาผิด แต่เกิดจากการเอาคำถามคนละระดับมาเทียบกัน น้ำทั้งหมดอาจสำคัญต่อชีวิตจนแทบประเมินค่าไม่ได้ แต่น้ำขวดถัดไปในบางสถานการณ์อาจถูกเอาไปใช้แค่ล้างพื้น คุณค่าจึงไม่ได้บอกว่าสิ่งของ “ควร” สำคัญต่อมนุษยชาติมากแค่ไหน แต่มันบอกว่า เมื่อเราไม่สามารถเลือกทุกอย่างพร้อมกันได้ เราจะรักษาอะไรไว้ และยอมปล่อยอะไรไป

Sources

  • Carl Menger, Principles of Economics โดยเฉพาะบทที่ 1–5 ว่าด้วย goods-character, economic goods, value, exchange และ price
  • Ludwig von Mises, Human Action: A Treatise on Economics โดยเฉพาะส่วนว่าด้วย ends and means, scales of value, exchange และ pricing process
  • Murray N. Rothbard, Man, Economy, and State with Power and Market โดยเฉพาะบทที่ 1, 2 และ 4 ว่าด้วยลำดับคุณค่า อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม การแลกเปลี่ยน ราคาสงวน และการก่อตัวของราคา

Further Reading

  • Eugen von Böhm-Bawerk, The Positive Theory of Capital
  • Israel M. Kirzner, Competition and Entrepreneurship
  • Friedrich A. Hayek, Individualism and Economic Order

Start here

Reading Paths

แนวคิดที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดสำคัญ

  • Marginal Utility

    The importance a person assigns to one additional unit of a good, given the units already available.

  • Opportunity Cost

    The value of the most important alternative that is given up when a person chooses a course of action.

  • คุณค่าเชิงอัตวิสัย

    แนวคิดที่ว่าคุณค่าเกิดจากการประเมินของแต่ละบุคคล ไม่ได้เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่โดยวัตถุวิสัยในตัวสินค้า

Continue reading

People

Primary sources