การกระทำอย่างมีเป้าหมาย: จุดตั้งต้นของเศรษฐศาสตร์แบบ Mises
จุดเริ่มต้นจากการเลือกในชีวิตประจำวัน
ในตอนเช้า เราอาจเลือกซื้อกาแฟแทนการชงเอง เพราะเวลาที่ประหยัดได้มีความสำคัญมากกว่าเงินที่ต้องจ่าย อีกคนอาจเลือกไม่ซื้อ เพราะให้ความสำคัญกับเงินสำรองปลายเดือนมากกว่า ระหว่างวัน คนคนเดิมอาจตัดสินใจทำงานต่อ พักผ่อน หรือใช้เวลาศึกษาทักษะใหม่เพื่อหวังผลในอนาคต แม้การตัดสินใจเหล่านี้มีเนื้อหาแตกต่างกัน แต่ต่างมีโครงสร้างร่วมกันคือ ผู้กระทำกำลังเลือกว่าจะเปลี่ยนสภาวะที่เป็นอยู่ไปในทิศทางใด
Ludwig von Mises ใช้โครงสร้างพื้นฐานนี้เป็นจุดตั้งต้นของเศรษฐศาสตร์ เขาเรียกพฤติกรรมที่มุ่งไปสู่เป้าหมายว่า การกระทำของมนุษย์ (Human Action) และเรียกศาสตร์ที่ศึกษารูปแบบทั่วไปของการกระทำว่า Praxeology เศรษฐศาสตร์ในกรอบของเขาไม่ได้เริ่มจากตัวเลขรายได้รวม เส้นอุปสงค์ หรือแบบจำลองตลาด แต่เริ่มจากข้อเท็จจริงว่ามนุษย์เลือก ใช้วิธีการ และพยายามเปลี่ยนสภาวะที่ตนเผชิญ
การเริ่มจากการกระทำไม่ได้หมายความว่าข้อมูล สถาบัน หรือประวัติศาสตร์ไม่มีความสำคัญ จุดสำคัญคือเราจะเข้าใจข้อมูลเหล่านั้นได้ก็ต่อเมื่อรู้ว่ามนุษย์ตีความสถานการณ์อย่างไรและตอบสนองต่อมันด้วยเหตุใด ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถบอกผลของมันได้ทั้งหมดหากเราไม่พิจารณาว่าผู้บริโภค ผู้ผลิต และนักลงทุนจะปรับแผนอย่างไร Human Action จึงเป็นทั้งแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษย์และประตูเข้าสู่ระเบียบวิธีของเศรษฐศาสตร์แบบ Mises
เงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์ลงมือกระทำ
ในกรอบของ Mises การกระทำคือพฤติกรรมอย่างมีเป้าหมาย หรือ purposeful behavior มนุษย์ไม่ได้เพียงเคลื่อนไหว แต่เลือกทำหรือไม่ทำบางอย่างเพื่อให้เกิดผลที่ตนต้องการ การนิ่งเฉยจึงอาจเป็นการกระทำได้ หากบุคคลตั้งใจรอ งดซื้อสินค้า หรือไม่เข้าแทรกแซง เพราะเห็นว่าการไม่ทำอะไรในขณะนั้นตอบสนองเป้าหมายได้ดีกว่า
การกระทำต้องมีเงื่อนไขพื้นฐานสามประการ ประการแรก ผู้กระทำรู้สึกว่าสภาวะปัจจุบันยังไม่น่าพอใจในบางด้าน ประการที่สอง เขาสามารถจินตนาการถึงสภาวะอื่นที่ตนประเมินว่าน่าพอใจกว่า และประการที่สาม เขาเชื่อว่าการทำหรือไม่ทำบางอย่างมีโอกาสลดความไม่พอใจนั้นได้ ความไม่พอใจเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ หากบุคคลมองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร เขาอาจยอมรับสภาพดังกล่าวโดยไม่ลงมือกระทำในความหมายนี้ Mises อธิบายเงื่อนไขทั้งสามไว้ในหัวข้อ “The Prerequisites of Human Action” ของ Human Action
คำว่า “ไม่พอใจ” ในที่นี้มีความหมายกว้างและเป็นทางการ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงความทุกข์รุนแรง คนที่อิ่มแล้วอาจยังลุกไปปิดหน้าต่างเพราะอากาศเย็น หรือวางแผนท่องเที่ยวเพราะเห็นว่าสภาวะในอนาคตแบบหนึ่งน่าพอใจกว่าอีกแบบหนึ่ง แม้การช่วยเหลือผู้อื่นก็อยู่ในกรอบนี้ได้ หากผู้กระทำต้องการเห็นผู้อื่นพ้นจากความเดือดร้อนและเลือกใช้ทรัพยากรของตนเพื่อให้สภาวะนั้นเกิดขึ้น ทฤษฎีจึงไม่ได้สมมติว่ามนุษย์ต้องเห็นแก่ตัวหรือมุ่งหาเงินเท่านั้น
การกระทำอย่างมีเป้าหมายไม่ได้รับประกันว่าผู้กระทำฉลาด มีข้อมูลครบ หรือเลือกวิธีที่ได้ผล เขาอาจเชื่อข้อมูลเท็จ ประเมินเหตุและผลผิด หรือพบผลลัพธ์ตรงข้ามกับที่คาดไว้ สิ่งที่ทำให้พฤติกรรมนั้นเป็น action คือโครงสร้างของการมุ่งหมายในเวลาที่เลือก ไม่ใช่ความสำเร็จที่ผู้สังเกตมองเห็นภายหลัง
เป้าหมาย วิธีการ และความเชื่อเรื่องเหตุและผล
การกระทำทุกครั้งเชื่อมโยง เป้าหมาย (Ends) เข้ากับ วิธีการ (Means) เป้าหมายคือสภาวะที่ผู้กระทำต้องการให้เกิดขึ้น ส่วนวิธีการคือสิ่งที่เขาเชื่อว่าสามารถใช้เพื่อไปถึงสภาวะนั้น เวลา แรงงาน เงิน เครื่องมือ ความรู้ และความร่วมมือจากผู้อื่นจะเป็นวิธีการได้เมื่อผู้กระทำมองเห็นว่ามันให้บริการแก่เป้าหมายบางอย่าง
หากคนหนึ่งต้องการไปถึงที่ทำงานก่อนเก้าโมง การไปถึงตรงเวลาเป็นเป้าหมาย ส่วนรถยนต์ รถไฟฟ้า หรือการออกจากบ้านเร็วขึ้นเป็นวิธีการ แต่การไปถึงที่ทำงานตรงเวลาอาจเป็นเพียงวิธีการของเป้าหมายระดับสูงกว่า เช่น การรักษางานหรือชื่อเสียงทางวิชาชีพ สิ่งหนึ่งจึงอาจเป็นเป้าหมายในแผนการกระทำระดับหนึ่ง และเป็นวิธีการเมื่อมองจากแผนที่กว้างกว่า
สายของเป้าหมายและวิธีการอาจทอดต่อกันไปหลายระดับจนถึงสิ่งที่ Mises เรียกว่าเป้าหมายขั้นสุดท้าย (ultimate ends) นั่นคือสภาวะที่ผู้กระทำต้องการเพราะตัวมันเองในบริบทของการวิเคราะห์ ไม่ได้ต้องการเพียงเพื่อใช้เป็นทางผ่านไปสู่เป้าหมายอื่น Praxeology รับเป้าหมายขั้นสุดท้ายเหล่านี้เป็นข้อมูลตั้งต้นของผู้กระทำ โดยไม่พยายามจัดลำดับแทนเขาว่าเป้าหมายใดสูงส่งหรือมีคุณค่ากว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายกับวิธีการตั้งอยู่บนความเชื่อเรื่องเหตุและผล ผู้กระทำเลือกวิธีหนึ่งเพราะคาดว่ามันจะสร้าง รักษา หรือหลีกเลี่ยงสภาวะบางอย่าง ความเชื่อนี้อาจถูกต้องเพียงบางส่วนหรือผิดทั้งหมดก็ได้ หากคนหนึ่งซื้อยาที่ไม่มีประสิทธิผลเพราะเชื่อว่าจะรักษาโรค การกระทำของเขายังคงมีเป้าหมาย แม้วิธีการจะไม่สามารถให้ผลตามที่คาดหวัง
วัตถุที่มีอยู่ไม่จำเป็นต้องเป็นวิธีการทางเศรษฐกิจเสมอไป หากมันมีมากเกินความต้องการจนการใช้ส่วนหนึ่งไม่เบียดบังการใช้ส่วนอื่น ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องจัดสรรมันระหว่างเป้าหมายที่แข่งขันกัน วิธีการจะเข้าสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจเมื่อมีอยู่อย่างจำกัดเมื่อเทียบกับการใช้ที่มองเห็นได้ จนการนำไปใช้กับเป้าหมายหนึ่งทำให้ไม่สามารถใช้หน่วยเดียวกันกับอีกเป้าหมายหนึ่ง
คุณค่าของวิธีการจึงเป็นคุณค่าที่สืบเนื่องมาจากบริการที่ผู้กระทำคาดว่ามันจะมอบให้แก่เป้าหมาย ไม่ได้ฝังอยู่ในวัตถุโดยตัวมันเอง กาแฟหนึ่งแก้วมีความหมายเพราะผู้ซื้อคาดว่าจะได้รับรสชาติ ความตื่นตัว ความสะดวก หรือเวลาสนทนากับผู้อื่น เมื่อการคาดหมายหรือเป้าหมายเปลี่ยน คุณค่าของกาแฟแก้วเดิมสำหรับคนเดิมก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย
ความขาดแคลน การเลือก และต้นทุนค่าเสียโอกาส
การเลือกเกิดขึ้นเพราะเราไม่สามารถบรรลุทุกเป้าหมายพร้อมกันได้ เงิน เวลา พลังงาน และทรัพยากรชนิดอื่นมีจำกัด ขณะที่การใช้ที่เป็นไปได้มีหลายทาง ความขาดแคลนในความหมายทางเศรษฐศาสตร์จึงไม่เท่ากับความยากจน แม้ผู้มั่งคั่งจะเข้าถึงสินค้ามากกว่า เขาก็ยังมีเวลาเพียงจำนวนหนึ่งและไม่สามารถใช้ทรัพยากรหน่วยเดียวกันกับสองโครงการในเวลาเดียวกันได้
การกระทำจึงแสดงการจัดลำดับความสำคัญ เมื่อเลือกซื้อกาแฟแทนเก็บเงิน ผู้ซื้อแสดงว่าในขณะนั้นเขาจัดประสบการณ์จากกาแฟไว้เหนือสิ่งที่เงินจำนวนนั้นสามารถนำไปใช้เป็นอันดับรองลงมา แต่เราไม่อาจสรุปจากการซื้อครั้งเดียวว่าเขาให้คุณค่ากับกาแฟเหนือการออมในทุกสถานการณ์ การเลือกเปิดเผยลำดับทางเลือกเฉพาะภายใต้เงื่อนไข ณ เวลานั้น
ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) คือคุณค่าที่ผู้กระทำให้แก่ทางเลือกที่ดีที่สุดในบรรดาทางเลือกที่ต้องสละ ณ ขณะตัดสินใจ หากเจ้าของร้านใช้ห้องว่างเป็นพื้นที่นั่ง ต้นทุนที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีเพียงเงินค่าตกแต่ง แต่รวมถึงคุณค่าของการใช้ห้องนั้นเป็นคลังสินค้า ปล่อยเช่า หรือทำกิจกรรมอื่นที่เป็นทางเลือกรองที่ดีที่สุด ต้นทุนในความหมายนี้จึงอยู่ในการประเมินของผู้เลือก ไม่ใช่ตัวเลขที่ผู้สังเกตสามารถคำนวณย้อนหลังได้โดยไม่รู้ว่าเขามองเห็นทางเลือกใดในตอนนั้น
ผลลัพธ์ภายหลังอาจทำให้ผู้กระทำเสียดายการตัดสินใจ แต่ข้อมูลใหม่ไม่ได้เปลี่ยนต้นทุนค่าเสียโอกาสเดิมย้อนหลัง หากในวันตัดสินใจเขาไม่รู้ว่าพื้นที่ให้เช่าจะมีราคาสูงขึ้น โอกาสดังกล่าวย่อมไม่ได้มีตำแหน่งเดียวกับที่มันมีในสายตาของผู้สังเกตภายหลัง การแยกการประเมิน ex ante ออกจากความรู้ ex post ช่วยป้องกันไม่ให้การวิเคราะห์กลายเป็นการตัดสินผู้กระทำด้วยข้อมูลที่เขาไม่มีทางเข้าถึงในเวลานั้น
คุณค่าเชิงอัตวิสัยและการจัดลำดับทางเลือก
คุณค่าเชิงอัตวิสัย (Subjective Value) หมายถึงคุณค่าเกิดจากการประเมินของผู้กระทำต่อสภาวะหรือทางเลือกต่าง ๆ ไม่ใช่ปริมาณทางกายภาพที่ติดอยู่ในวัตถุโดยอิสระจากมนุษย์ ผู้กระทำเลือกเพราะจัดลำดับว่าทางเลือกหนึ่งน่าพอใจกว่าอีกทางหนึ่ง คุณค่าในความหมายนี้จึงเป็นลำดับความชอบ ไม่ใช่หน่วยสารชนิดหนึ่งที่บรรจุอยู่ในสินค้า
น้ำหนึ่งขวดอาจมีความสำคัญไม่มากสำหรับคนที่มีน้ำเพียงพอ แต่มีความสำคัญมากขึ้นเมื่อเขากำลังเดินทางและเหลือน้ำน้อย ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยความแตกต่างระหว่างคนสองคน แม้คนคนเดียวกันก็ประเมินของสิ่งเดิมต่างกันได้เมื่อเวลา ความรู้ ปริมาณที่ครอบครอง หรือสถานการณ์เปลี่ยนไป หน่วยเพิ่มเติมของสินค้าชนิดเดียวกันยังอาจถูกจัดสรรไปยังเป้าหมายที่สำคัญน้อยลง ทำให้คุณค่าของหน่วยชายขอบต่างจากหน่วยก่อนหน้า
คำว่าเชิงอัตวิสัยไม่ได้แปลว่าสุ่ม ไม่มีเหตุผล หรือไม่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง การประเมินของผู้กระทำอาจตั้งอยู่บนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ประสบการณ์ ราคาในตลาด คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือความเข้าใจที่ผิดก็ได้ ข้อเท็จจริงมีอิทธิพลผ่านสิ่งที่ผู้กระทำรู้ เชื่อ และคาดหมาย แต่ข้อเท็จจริงทางกายภาพเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดลำดับความสำคัญแทนเขาได้
Praxeology ไม่ได้วัดความเข้มของคุณค่าราวกับเป็นระยะทางหรือน้ำหนัก สิ่งที่การเลือกแสดงให้เห็นคือ ณ เวลาหนึ่ง ผู้กระทำจัด A ไว้เหนือ B ไม่ได้บอกว่า A มีค่ามากกว่า B กี่หน่วย การอธิบายประเด็นนี้อย่างละเอียดเป็นหน้าที่ของบทความ Subjective Value แต่สำหรับ Human Action สิ่งสำคัญคือ การเลือกทุกครั้งต้องมีการจัดลำดับทางเลือกอยู่เบื้องหลัง
เวลา ความรู้ และความไม่แน่นอน
การกระทำเกิดขึ้นในเวลา ผู้กระทำไม่เพียงเลือกระหว่างสินค้าหรือกิจกรรม แต่เลือกระหว่างผลที่เกิดเร็วกับผลที่ต้องรอ การดื่มกาแฟให้ความพึงพอใจในปัจจุบัน ขณะที่การเก็บเงินอาจมุ่งไปสู่การบริโภคในอนาคต การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจุบันกับอนาคตนำไปสู่แนวคิดเรื่อง Time Preference แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องดอกเบี้ย จำเป็นต้องเห็นก่อนว่าการกระทำทุกครั้งมีมิติของเวลาอยู่แล้ว
ผู้กระทำยังมีความรู้ไม่สมบูรณ์เกี่ยวกับอนาคต เขาต้องคาดการณ์ว่าความต้องการ ราคา เทคโนโลยี และการตัดสินใจของผู้อื่นจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ประเด็นนี้ไม่ใช่ข้อถกเถียงทางอภิปรัชญาว่าอนาคตถูกกำหนดไว้แล้วหรือไม่ แม้สมมติว่าทุกเหตุการณ์มีสาเหตุกำหนดอย่างสมบูรณ์ สิ่งสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ก็คืออนาคตไม่ได้เปิดเผยอย่างสมบูรณ์ต่อผู้กระทำ Mises แยกปัญหาเรื่อง determinism ออกจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้กระทำไม่มี perfect foresight ไว้อย่างชัดเจน
ในการวิเคราะห์ความไม่แน่นอน Mises แยกระหว่าง ความน่าจะเป็นแบบกลุ่ม (Class Probability) กับ ความน่าจะเป็นของกรณีเฉพาะ (Case Probability) ความแตกต่างนี้ใกล้เคียงกับการแยกระหว่างความเสี่ยงที่คำนวณและประกันได้ กับความไม่แน่นอนที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ แต่ไม่ควรถือว่าคำศัพท์ทั้งสองชุดเหมือนกันทุกประการ เหตุการณ์ที่สามารถจัดเป็นกลุ่มของกรณีคล้ายกันและประเมินความถี่ของผลลัพธ์ได้อยู่ในขอบเขตของ class probability เช่น ความเสียหายจากอุบัติเหตุจำนวนมากอาจจัดกลุ่มและเฉลี่ยผ่านการประกันภัยได้ แม้ไม่มีใครรู้แน่นอนว่าบุคคลใดจะประสบเหตุ
ส่วนเหตุการณ์เฉพาะ เช่น ผู้บริโภคจะตอบรับสินค้ารูปแบบใหม่อย่างไร หรือคู่แข่งจะเปลี่ยนกลยุทธ์เมื่อใด ไม่ได้มีชุดกรณีที่เป็นเนื้อเดียวกันและการกระจายความน่าจะเป็นเชิงตัวเลขให้คำนวณได้ตั้งแต่ต้น Mises เรียกปัญหาประเภทนี้ว่า case probability ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและวิจารณญาณต่อกรณีเฉพาะ ทั้งสองแบบมีความรู้ไม่สมบูรณ์ร่วมกัน แต่มีโครงสร้างทางญาณวิทยาต่างกันตามการจำแนกของเขา ดังที่อธิบายไว้ในหัวข้อ “Case Probability” ของ Human Action
ความแตกต่างนี้สำคัญต่อการเข้าใจผู้ประกอบการ กำไรไม่ได้เป็นค่าตอบแทนอัตโนมัติของความพยายาม ความกล้า หรือการรับความเสี่ยงที่คำนวณได้ ผู้ประกอบการได้กำไรเมื่อเขาคาดการณ์ราคาผลผลิตในอนาคตได้ถูกต้องกว่าผู้ที่กำลังกำหนดราคาปัจจัยการผลิตในปัจจุบัน และซื้อปัจจัยเหล่านั้นในราคาที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับรายรับจากผลผลิตที่เกิดขึ้นภายหลัง หากคาดผิด ความแตกต่างระหว่างรายรับกับต้นทุนย่อมปรากฏเป็นขาดทุน Mises อธิบายความสัมพันธ์นี้ไว้ในหัวข้อ “Entrepreneurial Profit and Loss” ของ Human Action
ความเคยชิน อารมณ์ ความผิดพลาด และความหมายของ rationality
ไม่ใช่ทุกการกระทำต้องผ่านการไตร่ตรองอย่างชัดแจ้งใหม่ทุกครั้ง การขับรถตามเส้นทางเดิมหรือเปิดคอมพิวเตอร์เมื่อเริ่มงานอาจเกิดขึ้นอย่างเคยชิน แต่ยังเป็น action ได้ หากบุคคลสามารถยับยั้งหรือเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นและปล่อยให้มันดำเนินต่อเพราะยังสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของตน ความเคยชินช่วยประหยัดความพยายามในการตัดสินใจ และตัวการรักษาหรือแก้ไขนิสัยเองก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกระทำ
พฤติกรรมเช่นนี้แตกต่างจากการเต้นของหัวใจ รีเฟล็กซ์เมื่อสัมผัสของร้อน หรือการเคลื่อนไหวที่อยู่นอกการควบคุมโดยสิ้นเชิง การแยก action ออกจากปฏิกิริยาทางกายไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพฤติกรรมดูซับซ้อนเพียงใด แต่อยู่ที่ว่ามันสามารถเข้าใจได้ในฐานะการเลือกใช้วิธีการเพื่อเป้าหมายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมหนึ่งอาจมีทั้งองค์ประกอบที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ จึงไม่จำเป็นต้องขีดเส้นแบ่งแบบกลไกในทุกกรณี
อารมณ์ก็ไม่ได้อยู่นอกกรอบของการกระทำ ความกลัว ความรัก ความโกรธ หรือความภักดีอาจกำหนดว่าอะไรทำให้บุคคลไม่พอใจและเขาจัดลำดับเป้าหมายอย่างไร คนที่ตัดสินใจด้วยอารมณ์อาจเสียใจภายหลัง แต่หากขณะนั้นเขายังเลือกตอบสนองต่อสถานการณ์เพื่อให้เกิดผลบางอย่าง การกระทำนั้นยังมีโครงสร้างของเป้าหมายและวิธีการ
ด้วยเหตุนี้ Mises จึงปฏิเสธการใช้คำว่า “มีเหตุผล” และ “ไร้เหตุผล” เพื่อแบ่งการกระทำออกเป็นสองประเภทในทาง Praxeology การกระทำที่ผิดพลาด ดูประหลาด หรือขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ยังอยู่ในขอบเขตการวิเคราะห์ หากผู้กระทำกำลังเลือกวิธีการเพื่อไปสู่สิ่งที่ตนต้องการ คำว่า rational ในความหมายเชิงรูปแบบนี้ไม่ได้หมายถึงการคำนวณอย่างสมบูรณ์ การควบคุมอารมณ์ หรือการเลือกคำตอบที่ดีที่สุดตามมาตรฐานของผู้สังเกต
แน่นอนว่าเรายังสามารถวิจารณ์ได้ว่าวิธีการหนึ่งไม่เหมาะกับเป้าหมาย หรือความเชื่อของผู้กระทำไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง สิ่งที่ Mises คัดค้านคือการเรียกพฤติกรรมบางชนิดว่า “irrational” แล้วนำมันออกจากทฤษฎีการกระทำตั้งแต่ต้น การยอมรับว่าการกระทำมีโครงสร้างเชิงเหตุผลจึงไม่เท่ากับสมมติว่ามนุษย์ไม่เคยทำผิด
จากการกระทำของบุคคลสู่การแลกเปลี่ยน ราคา และผู้ประกอบการ
การวิเคราะห์แบบ Mises เริ่มจากบุคคลตามหลัก ปัจเจกนิยมเชิงระเบียบวิธี (Methodological Individualism) เพราะมีเพียงบุคคลที่เลือกและลงมือกระทำ หลักนี้ไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของรัฐ บริษัท ครอบครัว วัฒนธรรม กฎหมาย หรือสถาบันอื่น แต่เมื่อกล่าวว่าสถาบันหนึ่ง “กระทำ” เราต้องสามารถย้อนกลับไปอธิบายได้ว่าบุคคลใดกำลังกระทำในนามของสถาบันนั้น ภายใต้กฎ ความเชื่อ และความสัมพันธ์แบบใด สถาบันจึงมีความสำคัญต่อการอธิบาย แต่ไม่ใช่ตัวตนที่มีจิตใจและเลือกได้โดยแยกจากบุคคลทั้งหมด ดังที่ Mises อธิบายไว้ในหัวข้อ “The Principle of Methodological Individualism”
การอธิบายว่าสถาบันก่อผลอย่างไรจึงต้องแสดงกลไกผ่านผู้กระทำ กฎหมายภาษีอาจเปลี่ยนต้นทุนที่ผู้ประกอบการคาดไว้ ธรรมเนียมทางสังคมอาจเปลี่ยนทางเลือกที่คนเห็นว่ายอมรับได้ และโครงสร้างองค์กรอาจกำหนดว่าใครถือข้อมูลหรือมีอำนาจตัดสินใจ การขยายความเช่นนี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์สถาบันในสาย Austrian แต่ไม่ควรถือว่ารายละเอียดทั้งหมดอนุมานจาก action axiom ได้โดยไม่ต้องรู้เงื่อนไขของโลกจริง
การแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคลโดยสมัครใจเกิดขึ้นเมื่อแต่ละฝ่ายจัดลำดับสิ่งที่จะได้รับไว้เหนือสิ่งที่ตนยอมสละ ผู้ซื้อเลือกกาแฟเหนือเงินจำนวนหนึ่ง ขณะที่ผู้ขายเลือกเงินจำนวนนั้นเหนือการเก็บกาแฟไว้ ภายใต้ความรู้และเงื่อนไขที่แต่ละฝ่ายเผชิญ ทั้งสองจึงคาดหมายว่าจะได้ประโยชน์จากธุรกรรมเดียวกัน แม้การคาดหมายนั้นอาจผิดพลาดเมื่อผลลัพธ์ปรากฏในภายหลังก็ตาม
ราคาที่เกิดขึ้นจริงเป็นอัตราแลกเปลี่ยนจากธุรกรรมในตลาด ไม่ใช่การวัดคุณค่าภายในจิตใจของผู้ซื้อและผู้ขาย ราคาบอกว่าการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นที่จำนวนเท่าใดภายใต้เงื่อนไขหนึ่ง แต่ไม่ได้บอกว่าความพึงพอใจของฝ่ายใดเพิ่มขึ้นกี่หน่วย เมื่อการเสนอซื้อ การเสนอขาย ปริมาณสินค้า และความคาดหวังเปลี่ยน ราคาที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนครั้งต่อไปก็อาจเปลี่ยนตาม
ในระบบที่มีการแลกเปลี่ยนโดยใช้เงิน ราคาตัวเงินช่วยให้ผู้ประกอบการเปรียบเทียบปัจจัยการผลิตหลากหลายชนิดในหน่วยร่วม เขาสามารถประเมินว่ารายรับที่คาดหวังจะครอบคลุมราคาที่ต้องจ่ายสำหรับแรงงาน วัตถุดิบ เครื่องจักร และเวลาได้หรือไม่ นี่คือสะพานจากการเลือกและคุณค่าเชิงอัตวิสัยไปสู่ Economic Calculation ซึ่งมีบทบาทสำคัญเมื่อกระบวนการผลิตซับซ้อนเกินกว่าจะเปรียบเทียบทรัพยากรทุกชนิดโดยตรง
ในกระบวนการตลาดที่รายรับมาจากการซื้อโดยสมัครใจของผู้บริโภค กำไรและขาดทุนทำหน้าที่เป็นข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากร กำไรบ่งชี้ว่าผู้ประกอบการซื้อปัจจัยการผลิตในราคาที่ต่ำกว่ารายรับซึ่งผู้บริโภคภายหลังยินดีจ่าย ส่วนขาดทุนบ่งชี้ว่าทรัพยากรถูกนำไปใช้ในทางที่ตลาดประเมินผลผลิตต่ำกว่าต้นทุน อย่างไรก็ตาม สัญญาณนี้ไม่ใช่คำรับรองทางศีลธรรมต่อทุกสิ่งที่สร้างกำไร ไม่ครอบคลุมกำไรจากอภิสิทธิ์หรือการโอนทรัพยากรโดยการบังคับ และไม่รับประกันว่าผู้ได้กำไรในอดีตจะคาดการณ์อนาคตได้ถูกต้องต่อไป
ถึงตรงนี้ เราได้ใช้ Human Action เป็นกรอบอธิบายการเลือกและกระบวนการตลาด แต่ Mises ไม่ได้เสนอแนวคิดนี้เพียงในฐานะคำบรรยายพฤติกรรม เขายังใช้มันเป็นจุดตั้งต้นของคำถามทางระเบียบวิธีว่า เรารู้ข้อเสนอทางเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไร และหลักฐานชนิดใดสามารถสนับสนุนการอธิบายเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจได้ การพิจารณา action axiom จึงเป็นการเปลี่ยนจากเนื้อหาของทฤษฎีไปสู่สถานะของความรู้ทางเศรษฐศาสตร์
Action axiom และการอนุมานทาง Praxeology
ข้อเสนอที่ว่ามนุษย์กระทำมักเรียกว่า สัจพจน์แห่งการกระทำ (Action Axiom) สำหรับ Mises มันไม่ใช่สมมติฐานเชิงสถิติที่ได้มาจากการสำรวจพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ แต่เป็นความรู้ที่มนุษย์รับรู้จากภายในในฐานะผู้เลือกและกระทำ นักคิด Misesian บางคนอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้แต่การพยายามโต้แย้งข้อเสนอนี้ก็ต้องอาศัยการตั้งเป้าหมาย การเลือกถ้อยคำ และการใช้เหตุผลเป็นวิธีการ จึงไม่สามารถปฏิเสธการมีอยู่ของการกระทำโดยไม่แสดงการกระทำออกมาในเวลาเดียวกัน
ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกเหตุการณ์คือการกระทำ หรือมนุษย์กำลังลงมือทำบางสิ่งอย่างมีเป้าหมายทุกขณะ การหลับ การหมดสติ รีเฟล็กซ์ และกระบวนการทางสรีรวิทยาไม่จำเป็นต้องเป็น action สัจพจน์กล่าวเพียงว่าการกระทำเป็นหมวดหมู่ที่มีอยู่จริงและหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อเราพยายามคิดหรือถกเถียงเรื่องพฤติกรรมอย่างมีเป้าหมาย
จากจุดตั้งต้นนี้ Praxeology พิจารณาความหมายที่ตามมาจากการกระทำ หากบุคคลกระทำ เขาย่อมแยกสภาวะที่ต้องการออกจากสภาวะที่เป็นอยู่ เลือกวิธีการบางอย่างภายใต้ความเชื่อเรื่องเหตุและผล และจัดลำดับทางเลือกเมื่อวิธีการมีจำกัด การเลือกหนึ่งทางยังหมายถึงการสละทางเลือกอื่น ส่วนการกระทำที่มุ่งสู่อนาคตก็แสดงว่าผู้กระทำไม่มีความรู้เกี่ยวกับอนาคตอย่างสมบูรณ์
Mises เรียกสถานะของทฤษฎีนี้ว่า a priori เพราะมันเริ่มจากหมวดหมู่ของการกระทำและพัฒนาด้วยการอนุมานเชิงตรรกะ ไม่ได้เริ่มจากการรวบรวมเหตุการณ์จำนวนมากแล้วอนุมานกฎทั่วไป เขาไม่ได้หมายความว่ามนุษย์รู้รายละเอียดของเศรษฐกิจโดยไม่ต้องรู้โลกจริง แต่หมายความว่าความสัมพันธ์เชิงรูปแบบบางประการเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เราสามารถเข้าใจประสบการณ์ว่าเป็นการเลือก ต้นทุน การแลกเปลี่ยน หรือกำไรได้ตั้งแต่แรก Mises อธิบายจุดยืนนี้ไว้ในหัวข้อ “The Formal and Aprioristic Character of Praxeology” ของ Human Action
ความจริงของ action axiom ไม่ทำให้ข้อเสนอทางเศรษฐศาสตร์ทุกข้อถูกต้องโดยอัตโนมัติ การอนุมานแต่ละขั้นต้องไม่ขัดแย้งกัน ต้องใช้แนวคิดอย่างสม่ำเสมอ และต้องระบุสมมติฐานประกอบเมื่อข้อสรุปขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของโลกจริง ทฤษฎีเงินต้องอาศัยการมีอยู่ของการแลกเปลี่ยนทางอ้อม การวิเคราะห์ราคาตลาดต้องอาศัยการแลกเปลี่ยน และข้อเสนอเกี่ยวกับผลของนโยบายเฉพาะอาจต้องอาศัยข้อมูลสถาบัน กฎหมาย และเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติม
Praxeology แตกต่างจากจิตวิทยา ประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติอย่างไร
Praxeology ศึกษาโครงสร้างเชิงตรรกะของการกระทำ ไม่ได้ศึกษาว่าความต้องการเฉพาะเกิดขึ้นในจิตใจอย่างไร หากคนหนึ่งเลือกอดอาหารเพื่อเหตุผลทางศาสนา Praxeology สนใจว่าเขาใช้การงดอาหารเป็นวิธีการของเป้าหมาย ส่วนจิตวิทยาอาจถามว่าความเชื่อ แรงผลัก หรือรูปแบบบุคลิกภาพที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนั้นพัฒนาขึ้นอย่างไร คำถามทั้งสองเกี่ยวข้องกับมนุษย์คนเดียวกัน แต่ทำงานคนละระดับ
ประวัติศาสตร์สนใจเหตุการณ์เฉพาะที่เกิดขึ้นจริง ใครทำอะไร เมื่อใด ภายใต้สถาบันใด และผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างไร การอธิบายวิกฤตเศรษฐกิจครั้งหนึ่งจึงต้องใช้เอกสาร ข้อมูลราคา นโยบาย ความคาดหวัง และลำดับเหตุการณ์ Praxeology ให้แนวคิดสำหรับจัดระเบียบความสัมพันธ์เหล่านั้น แต่ไม่สามารถบอกชื่อบุคคล วันที่ หรือขนาดของผลกระทบได้ด้วยการอนุมานเพียงอย่างเดียว
Mises ใช้คำว่า Thymology สำหรับความรู้เกี่ยวกับความคิด การประเมิน แรงจูงใจ และความตั้งใจของมนุษย์ในบริบททางประวัติศาสตร์ มันช่วยให้นักประวัติศาสตร์เข้าใจว่าเหตุใดบุคคลจึงตีความสถานการณ์และตอบสนองในแบบหนึ่ง รวมทั้งช่วยผู้ประกอบการหรือนักการเมืองคาดหมายปฏิกิริยาของผู้คน Thymology ไม่ได้สร้างกฎสากลแบบ Praxeology เพราะความรู้เกี่ยวกับแรงจูงใจจากอดีตไม่รับประกันว่าบุคคลจะประเมินสถานการณ์ใหม่เหมือนเดิม Mises จัดมันไว้ในขอบเขตของความเข้าใจเชิงประวัติศาสตร์ในหัวข้อ “The Thymological Method” ของ The Ultimate Foundation of Economic Science
วิทยาศาสตร์ธรรมชาติศึกษาปรากฏการณ์ทางกายภาพผ่านความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล โดยสามารถสร้างการทดลองที่ควบคุมเงื่อนไขบางอย่างและทำซ้ำได้ในหลายกรณี Praxeology กลับศึกษาสิ่งมีชีวิตที่ให้ความหมายแก่สถานการณ์ เรียนรู้ เปลี่ยนเป้าหมาย และปรับการกระทำตามความคาดหวัง การอธิบายการกระทำจึงต้องอาศัยแนวคิดเรื่องเป้าหมายและวิธีการ ซึ่งไม่จำเป็นต่อการอธิบายการตกของวัตถุหรือปฏิกิริยาเคมี
ความแตกต่างนี้คือสิ่งที่เรียกว่า ทวินิยมเชิงระเบียบวิธี (Methodological Dualism) มันไม่จำเป็นต้องยืนยันว่าจิตกับสสารเป็นสิ่งแยกขาดกันในทางอภิปรัชญา ข้อเสนอที่จำกัดกว่าคือ ในระดับความรู้ที่เรามีอยู่ การอธิบายการเลือกของมนุษย์ด้วยเป้าหมายและความหมายไม่สามารถแทนที่ด้วยภาษาของฟิสิกส์หรือชีววิทยาได้ทั้งหมด การยอมรับความแตกต่างของวิธีศึกษาจึงไม่เท่ากับปฏิเสธว่ากระบวนการทางกายภาพมีอิทธิพลต่อมนุษย์
ทฤษฎี หลักฐาน สถิติ และข้อจำกัดของการทดลองในเศรษฐศาสตร์
Mises ไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงหรือประสบการณ์ เขาแยกหน้าที่ของ ทฤษฎี (Theory) ออกจาก ประวัติศาสตร์ (History) ทฤษฎีอธิบายความสัมพันธ์เชิงตรรกะของการกระทำ ส่วนประวัติศาสตร์ใช้ทฤษฎีร่วมกับหลักฐานเพื่อทำความเข้าใจเหตุการณ์เฉพาะ การรู้ว่าการควบคุมราคาสร้างแรงจูงใจบางอย่างไม่สามารถบอกได้โดยลำพังว่าผลจริงในเมืองหนึ่งจะมีขนาดเท่าใด หากไม่รู้การบังคับใช้ สินค้าทดแทน ความคาดหวัง และเงื่อนไขสถาบันอื่น
เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นปรากฏการณ์ซับซ้อนซึ่งมีหลายสาเหตุทำงานพร้อมกัน เมื่อราคาสินค้าชนิดหนึ่งลดลง เราไม่สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงของอุปทานโดยตรึงความต้องการ ความรู้ รายได้ ความคาดหวัง และสินค้าทดแทนทั้งหมดให้อยู่คงที่ได้เหมือนการควบคุมตัวแปรในห้องทดลอง ผู้คนยังเรียนรู้จากนโยบายและปรับการกระทำ การทำซ้ำมาตรการเดิมจึงไม่จำเป็นต้องพบประชากรที่มีความรู้และความคาดหมายเหมือนเดิม
ด้วยเหตุนี้ Mises จึงเห็นว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถสร้างและทดสอบด้วยการทดลองควบคุมแบบเดียวกับฟิสิกส์ ข้อมูลในประวัติศาสตร์ไม่เคยแสดงปัจจัยเดียวทำงานโดยแยกจากปัจจัยอื่นอย่างสมบูรณ์ การพบว่าอัตราดอกเบี้ยลดลงพร้อมกับการลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงหนึ่งจึงยังไม่บอกด้วยตัวมันเองว่าความสัมพันธ์ใดเป็นเหตุ สภาวะอื่นใดร่วมกำหนดผล และความสัมพันธ์นั้นจะมีขนาดเท่าเดิมในอนาคต
สถิติ (Statistics) มีบทบาทสำคัญในฐานะการจัดระเบียบข้อมูลเชิงปริมาณเกี่ยวกับอดีต มันบอกว่าราคา รายได้ ปริมาณการผลิต หรืออัตราการว่างงานที่นิยามไว้เปลี่ยนไปอย่างไร และช่วยให้ผู้ศึกษาเห็นรูปแบบที่ควรอธิบาย แต่ในกรอบของ Mises ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ค่าคงที่เชิงพฤติกรรมแบบเดียวกับค่าคงที่ในสมการฟิสิกส์ เขาจึงปฏิเสธแนวคิดว่าการหาความสัมพันธ์ทางสถิติด้วยตัวมันเองสามารถผลิตกฎเศรษฐศาสตร์สากลได้ ข้อเสนอเรื่องข้อมูลเศรษฐกิจในฐานะข้อมูลประวัติศาสตร์ปรากฏชัดในบทว่าด้วย logical และ mathematical catallactics
อย่างไรก็ตาม การบอกว่าสถิติไม่สามารถสร้างทฤษฎีสากลด้วยตัวมันเองไม่ได้ทำให้สถิติไร้ประโยชน์ ผู้ประกอบการใช้ยอดขายเดิมประเมินความต้องการ นักประวัติศาสตร์ใช้ตัวเลขทดสอบความถูกต้องของคำบรรยาย และผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลติดตามผลที่เกิดขึ้น ประเด็นของ Mises คือข้อมูลต้องได้รับการตีความผ่านแนวคิดและความเข้าใจเชิงประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเลขอ้างตัวเป็นคำอธิบายของตัวเอง
หลักฐานเชิงประจักษ์ยังช่วยระบุว่าทฤษฎีใดเกี่ยวข้องกับกรณีหนึ่งหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางอ้อมจะนำมาใช้อธิบายเหตุการณ์ได้ก็ต่อเมื่อเราทราบว่ามีการใช้สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนจริง และการวิเคราะห์กำไรทางบัญชีย่อมต้องรู้ระบบราคาและสิทธิในทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ประสบการณ์ไม่ได้ทำหน้าที่สร้างกฎเชิงตรรกะในกรอบของ Mises แต่มีบทบาทขาดไม่ได้ในการเชื่อมทฤษฎีเข้ากับโลกเฉพาะที่เราต้องการอธิบาย
ขอบเขตของ Praxeology และความแตกต่างจากการตัดสินทางศีลธรรม
Praxeology มีขอบเขตที่ทั้งกว้างและจำกัด มันกว้างเพราะใช้กับการกระทำที่มุ่งสู่เป้าหมายทุกประเภท ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเกี่ยวกับเงิน ศาสนา ความรัก ศิลปะ อำนาจ หรือการเสียสละ แต่มันจำกัดเพราะไม่ได้อธิบายต้นกำเนิดทางจิตวิทยาของทุกความต้องการ ไม่สามารถทำนายเนื้อหาของการเลือกเฉพาะโดยไม่รู้บริบท และไม่สามารถกำหนดว่าเป้าหมายใดควรได้รับการยอมรับทางศีลธรรม
การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์อาจถามว่าวิธีการหนึ่งเหมาะกับเป้าหมายที่ประกาศไว้หรือไม่ หากรัฐบาลต้องการลดค่าครองชีพ ทฤษฎีสามารถตรวจสอบว่าการควบคุมราคาจะเปลี่ยนแรงจูงใจของผู้ซื้อและผู้ผลิตอย่างไร หากผลที่อนุมานได้ขัดกับเป้าหมายเดิม การวิเคราะห์สามารถชี้ให้เห็นความไม่สอดคล้องระหว่างวิธีการกับเป้าหมาย รวมทั้งผลข้างเคียงที่ผู้กำหนดนโยบายอาจไม่ได้พิจารณา
แต่ Praxeology ไม่สามารถตัดสินจากตัวมันเองว่าเป้าหมายดังกล่าวดี ยุติธรรม หรือชอบธรรม การกระทำที่เป็นการหลอกลวงหรือใช้ความรุนแรงยังสามารถวิเคราะห์ในฐานะการเลือกวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมายได้ การเรียกมันว่า action ไม่ใช่การยอมรับทางจริยธรรม เช่นเดียวกับการอธิบายกลไกของอาชญากรรมไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วยกับอาชญากรรม
จริยศาสตร์สิทธิธรรมชาติของ Murray N. Rothbard จึงไม่ควรถูกนำมารวมกับ Praxeology ของ Mises โดยไม่ระบุว่ากำลังเปลี่ยนระดับคำถาม Rothbard พัฒนาเหตุผลทางศีลธรรมเกี่ยวกับสิทธิในตนเอง ทรัพย์สิน และการรุกราน ส่วน Praxeology ในความหมายของ Mises มุ่งอธิบายโครงสร้างและผลของการกระทำ การเชื่อมสองส่วนนี้อาจทำได้ แต่ต้องมีข้อโต้แย้งทางจริยศาสตร์เพิ่มเติม ไม่ได้ตามออกมาจาก action axiom โดยอัตโนมัติ
ข้อถกเถียงและข้อจำกัด
ข้อถกเถียงสำคัญประการแรกคือ การอนุมานจาก action axiom สามารถพาเราไปถึงข้อเสนอทางเศรษฐศาสตร์ได้ไกลเพียงใด จากการกระทำ เราอาจอนุมานถึงการเลือก ลำดับทางเลือก การใช้วิธีการ และต้นทุนของทางเลือกที่สละได้ แต่ข้อเสนอที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นอาจต้องอาศัยสมมติฐานเสริม เช่น การแบ่งงาน การมีเงิน การมีสิทธิในทรัพย์สิน รูปแบบความคาดหวัง หรือเงื่อนไขทางสถาบัน การไม่แยกสองระดับนี้ทำให้เสี่ยงนำข้อสรุปที่ขึ้นกับบริบทไปเสนอเสมือนเป็นผลโดยตรงของสัจพจน์
คำถามต่อมาคือเราจะตรวจพบข้อผิดพลาดในสายการอนุมานได้อย่างไร แม้จุดตั้งต้นจะปฏิเสธได้ยาก ผู้เขียนยังอาจใช้คำกำกวม ลักลอบเพิ่มสมมติฐาน หรือสรุปเกินกว่าสิ่งที่เหตุผลรองรับ การตรวจงาน Praxeology จึงต้องพิจารณานิยามทุกขั้น ความสอดคล้องภายใน และความจำเป็นของข้อสรุป ไม่ใช่อ้าง action axiom แล้วถือว่าทฤษฎีส่วนที่เหลือปลอดจากข้อผิดพลาด
อีกประเด็นคือบทบาทของหลักฐานเชิงประจักษ์ในการประเมินการประยุกต์ใช้ทฤษฎี จากมุมของผู้วิจารณ์ แม้ทฤษฎีจะช่วยระบุทิศทางของความสัมพันธ์บางประการ แต่การนำไปอธิบายเหตุการณ์เฉพาะยังต้องตัดสินว่าปัจจัยใดเกี่ยวข้องและมีความสำคัญเพียงใด จึงเกิดคำถามว่ากรอบของ Mises เปิดพื้นที่ให้หลักฐานย้อนกลับมาตรวจสอบการเลือกสมมติฐาน การระบุกลไก และคำอธิบายทางประวัติศาสตร์มากเพียงใด
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้สนับสนุน Mises ตอบว่าความคลุมเครือของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างให้ละทิ้งทฤษฎี หากไม่มีกรอบเชิงเหตุผล เราก็ไม่รู้ว่าควรจัดกลุ่มข้อมูลอย่างไรหรือเหตุใดความสัมพันธ์ทางสถิติจึงสมควรตีความเป็นเหตุและผล ความขัดแย้งจึงไม่ใช่เพียง “ทฤษฎีกับข้อมูล” แต่เป็นคำถามว่าข้อมูลสามารถตัดสินระหว่างคำอธิบายที่ซับซ้อนได้ด้วยวิธีใด และทฤษฎีควรเปิดรับการแก้ไขจากประสบการณ์ตรงจุดใด
แม้ภายในเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนเอง ระเบียบวิธีก็ไม่ได้มีเพียงแบบเดียว Friedrich A. Hayek ให้ความสำคัญกับข้อจำกัดของความรู้ การอธิบายแบบแผน และระดับของคำทำนายที่เป็นไปได้ในระบบซับซ้อนมากกว่าการวางน้ำหนักทั้งหมดไว้ที่การอนุมานแบบ Mises ความแตกต่างนี้ไม่ควรถูกลดทอนเหลือเพียงว่าใคร “เป็น Austrian แท้กว่า” แต่ควรใช้เพื่อเห็นคำถามที่ทั้งสองพยายามตอบต่างกัน ได้แก่ โครงสร้างที่จำเป็นของการกระทำในด้านหนึ่ง และข้อจำกัดของการอธิบายปรากฏการณ์ซับซ้อนในอีกด้านหนึ่ง
บทความปูพื้นฐานไม่สามารถตัดสินข้อถกเถียงเหล่านี้ได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญคือไม่ตีความ a priori ว่าเป็นใบอนุญาตให้เพิกเฉยต่อโลกจริง และไม่ตีความความสำคัญของข้อมูลว่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สามารถพูดแทนทฤษฎีได้ด้วยตัวเอง จุดที่ต้องศึกษาต่อคือความสัมพันธ์ระหว่างข้อเสนอเชิงตรรกะ สมมติฐานประกอบ และหลักฐานซึ่งใช้ระบุว่าทฤษฎีนั้นเหมาะกับกรณีใด
บทสรุป
การกระทำของมนุษย์ในกรอบของ Mises คือพฤติกรรมที่มุ่งเปลี่ยนสภาวะซึ่งผู้กระทำเห็นว่ายังไม่น่าพอใจไปสู่สภาวะที่ตนประเมินว่าดีกว่า การกระทำเกิดขึ้นเมื่อบุคคลจินตนาการถึงสภาวะดังกล่าวและเชื่อว่าการทำหรือไม่ทำบางอย่างสามารถนำเขาเข้าใกล้มันได้ จากโครงสร้างนี้ตามมาด้วยเป้าหมาย วิธีการ ความเชื่อเรื่องเหตุและผล การจัดลำดับทางเลือก ต้นทุนค่าเสียโอกาส เวลา และความไม่แน่นอน
Praxeology พยายามศึกษาความสัมพันธ์เหล่านี้ในระดับรูปแบบ โดยไม่ต้องตัดสินว่าเป้าหมายของผู้กระทำฉลาด มีศีลธรรม หรือเกิดจากกลไกทางจิตวิทยาแบบใด เศรษฐศาสตร์นำโครงสร้างนี้ไปวิเคราะห์การแลกเปลี่ยน ราคา การคำนวณทางเศรษฐกิจ และกำไร–ขาดทุน เมื่อการกระทำของบุคคลจำนวนมากเกิดขึ้นภายใต้สถาบันและความคาดหวังที่เชื่อมโยงกัน ตลาดจึงปรากฏเป็นกระบวนการของการประสานและปรับแผน ไม่ใช่ตัวตนที่คิดหรือเลือกได้เอง
จุดแข็งของแนวทางนี้คือการเตือนว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นผลของมนุษย์ที่เลือก เรียนรู้ และเปลี่ยนแผน ไม่ใช่วัตถุที่เคลื่อนไหวตามค่าคงที่โดยปราศจากความหมาย ขณะเดียวกัน ความท้าทายของมันคือการอธิบายให้ชัดว่าข้อสรุปใดตามจาก action axiom จริง ข้อสรุปใดต้องอาศัยสมมติฐานเกี่ยวกับโลก และหลักฐานควรมีบทบาทอย่างไรเมื่อนำทฤษฎีไปใช้กับประวัติศาสตร์ Human Action จึงไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปสำหรับทุกปัญหา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการถามอย่างเป็นระบบว่าใครกำลังเลือก ภายใต้ข้อจำกัดใด ด้วยความรู้แบบไหน และการเลือกเหล่านั้นก่อรูปเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร
Key Concepts
- Human Action
- Action Axiom
- Praxeology
- Ends and Means
- Subjective Value
- Opportunity Cost
- Uncertainty
- Methodological Individualism
- Thymology
- Methodological Dualism
Related Thinkers
- Ludwig von Mises
- Friedrich A. Hayek
Sources
- Ludwig von Mises, Human Action: A Treatise on Economics
- Ludwig von Mises, The Ultimate Foundation of Economic Science
- Ludwig von Mises, Epistemological Problems of Economics
- Ludwig von Mises, Theory and History: An Interpretation of Social and Economic Evolution
Further Reading
- Murray N. Rothbard, Man, Economy, and State
- Israel M. Kirzner, The Economic Point of View
- F. A. Hayek, “Economics and Knowledge”
- F. A. Hayek, “The Theory of Complex Phenomena”
