การคำนวณทางเศรษฐกิจคืออะไร?
ปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการผลิต
สมมติว่าเราต้องสร้างสะพานหนึ่งแห่ง วิศวกรอาจเสนอแบบสะพานหลายรูปแบบ ซึ่งใช้เหล็ก คอนกรีต ไม้ เครื่องจักร พลังงาน แรงงาน และเวลาในสัดส่วนต่างกัน บางแบบแข็งแรงกว่า บางแบบสร้างได้เร็วกว่า และบางแบบมีอายุการใช้งานยาวกว่า แต่การรู้ว่าแต่ละแบบสร้างได้อย่างไร ยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าเราควรเลือกแบบไหน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เราสร้างสะพานได้หรือไม่” แต่ยังรวมถึง “ควรใช้ทรัพยากรชุดใด” และ “เหล็ก แรงงาน และเครื่องจักรเหล่านี้มีการใช้อื่นที่ถูกคาดหมายว่าสำคัญกว่าหรือไม่” เพราะทรัพยากรทุกหน่วยที่ใช้กับสะพานย่อมไม่สามารถใช้สร้างบ้าน เครื่องจักร หรือโครงการอื่นในเวลาเดียวกันได้ ส่วนคำถามว่าสะพานควรถูกสร้างหรือไม่ยังขึ้นอยู่กับเป้าหมายและคุณค่าที่ผู้ตัดสินใจยึดถือ การคำนวณสามารถช่วยเปิดเผยต้นทุนของวิธีการ แต่ไม่สามารถตัดสินเป้าหมายสุดท้ายแทนมนุษย์ได้
ปัญหานี้คือจุดเริ่มต้นของการคำนวณทางเศรษฐกิจ (Economic Calculation) ในระบบการผลิตที่ซับซ้อน มนุษย์ไม่ได้ต้องรู้เพียงว่าตนต้องการอะไร แต่ต้องมีวิธีเปรียบเทียบแผนซึ่งใช้ทรัพยากรต่างชนิด ต่างปริมาณ และต่างช่วงเวลากันด้วย
Economic Calculation คืออะไร
ในความหมายเฉพาะของ Mises การคำนวณทางเศรษฐกิจคือการใช้ราคาที่เป็นตัวเงินของการแลกเปลี่ยนในตลาดมาทำบัญชี เปรียบเทียบต้นทุนของแผนการผลิต ประเมินรายรับในอนาคต และตรวจสอบกำไรหรือขาดทุนภายหลัง มันมีความสำคัญเป็นพิเศษเมื่อการผลิตมีหลายขั้นตอนและเกี่ยวข้องกับปัจจัยการผลิตต่างชนิดจำนวนมาก จุดมุ่งหมายไม่ใช่การวัดคุณค่าภายในหรือจัดอันดับเป้าหมายทางศีลธรรม แต่คือการเปรียบเทียบวิธีการภายใต้เป้าหมายและเงื่อนไขที่กำหนด
ตรงนี้ต้องแยกระหว่างการคำนวณทางเทคนิค (Technical Calculation) กับการคำนวณทางเศรษฐกิจ วิศวกรอาจคำนวณได้ว่าสะพานแต่ละแบบรับน้ำหนักเท่าใด ต้องใช้วัสดุกี่ตัน และก่อสร้างเสร็จภายในกี่เดือน นั่นคือความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการกับผลลัพธ์ทางกายภาพ
แต่การคำนวณทางเทคนิคไม่อาจตอบได้ด้วยตัวเองว่า วิธีใดควรถูกเลือก สมมติว่าในทางเทคนิค เราสามารถใช้ทองคำสร้างรางรถไฟได้ ทองคำอาจมีคุณสมบัติบางอย่างที่เหมาะสม แต่ข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้บอกว่าการนำทองคำไปทำรางรถไฟสมเหตุสมผลกว่าการนำไปใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ หรือการใช้อื่นหรือไม่
สิ่งที่ความรู้ทางเทคนิคยังไม่บอกคือ ทรัพยากรเหล่านั้นถูกแข่งขันเรียกร้องจากแผนอื่นอย่างไร การคำนวณทางเศรษฐกิจจึงใช้ราคาตลาดช่วยประมาณต้นทุนค่าเสียโอกาสของวิธีการแต่ละแบบ อย่างไรก็ดี หากสะพานไม่ได้ขายบริการในตลาด การคำนวณต้นทุนไม่ได้สร้างตัวเลขที่พิสูจน์ได้เองว่าประโยชน์ของสะพาน “มากกว่า” ต้นทุน การตัดสินใจสร้างยังต้องอาศัยการประเมินเป้าหมายซึ่งอยู่นอกขอบเขตของการคำนวณด้วยเงิน
จาก Subjective Value สู่ Market Prices
ดังที่อธิบายในบทความ คุณค่าเชิงอัตวิสัย คุณค่าไม่ได้ติดอยู่ในวัตถุโดยตัวมันเอง แต่เริ่มจากการประเมินของมนุษย์แต่ละคน คนหนึ่งอาจให้ความสำคัญกับการเดินทางที่รวดเร็ว ขณะที่อีกคนให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัย อาหาร หรือการรักษาพยาบาลมากกว่า การประเมินเหล่านี้เป็นการจัดลำดับทางเลือกและไม่สามารถวัดหรือรวมกันโดยตรงเป็นปริมาณเดียวได้
เมื่อผู้คนแลกเปลี่ยน เสนอซื้อ และเสนอขาย การประเมินส่วนบุคคลเหล่านั้นมีส่วนทำให้เกิดราคาตลาด ราคาจึงไม่ใช่คุณสมบัติที่ฝังอยู่ในสินค้า และไม่ได้บอกว่าบุคคลแต่ละคนให้คุณค่าแก่สินค้านั้นมากน้อยเพียงใด มันคืออัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในตลาด ณ เวลาและภายใต้เงื่อนไขหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะไม่ใช่ตัววัดคุณค่าภายใน ราคาก็ทำหน้าที่เป็นข้อมูลสำหรับการเปรียบเทียบทางเศรษฐกิจได้ ราคาปัจจัยสะท้อนข้อเสนอแข่งขันของผู้ที่คาดว่าจะนำทรัพยากรไปใช้ในแผนต่าง ๆ จึงช่วยให้ผู้ผลิตเห็นว่าการดึงทรัพยากรชนิดหนึ่งมาใช้กับโครงการของตนต้องเผชิญต้นทุนเป็นเงินเท่าใดภายใต้สภาวะตลาดขณะนั้น ราคานี้ไม่ใช่มาตรวัดต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สมบูรณ์ แต่เป็นผลจากการแข่งขันระหว่างการใช้ทางเลือกซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำมาคำนวณได้
ลำดับความคิดจึงเริ่มจาก การกระทำของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการเลือกภายใต้ความขาดแคลน การเลือกแสดงการประเมินคุณค่าเชิงอัตวิสัย การแลกเปลี่ยนโดยสมัครใจทำให้การประเมินเหล่านั้นแสดงออกผ่านข้อเสนอซื้อและข้อเสนอขาย และธุรกรรมที่เกิดขึ้นสร้างราคาซึ่งผู้ผลิตนำไปใช้คำนวณต่อ
ทำไมต้องใช้ Money Prices
การผลิตสมัยใหม่เกี่ยวข้องกับเหล็ก ทองแดง ที่ดิน เครื่องจักร พลังงาน แรงงาน และเวลาหลายประเภท ปัจจัยเหล่านี้มีหน่วยทางกายภาพต่างกัน เช่น เหล็ก 10 ตัน แรงงาน 4,000 ชั่วโมง ที่ดิน 2 ไร่ และไฟฟ้า 50,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ตัวเลขเหล่านี้บอกปริมาณของทรัพยากรแต่ละชนิด แต่ไม่สามารถนำมาบวกกันเป็นผลรวมที่มีความหมายทางเศรษฐกิจได้
เรายังไม่อาจสรุปว่าโครงการหนึ่งประหยัดกว่าเพียงเพราะใช้เหล็กน้อยกว่า เพราะมันอาจต้องใช้แรงงาน ที่ดิน หรือพลังงานมากกว่า หากไม่มีหน่วยร่วม เราจะเปรียบเทียบส่วนประกอบที่ต่างชนิดกัน รวมถึงเปรียบเทียบโครงการนับพันรูปแบบได้ยากมาก
ราคาที่เป็นตัวเงิน (Money Prices) ทำให้ผู้ประกอบการนำอัตราแลกเปลี่ยนของปัจจัยหลากหลายมาแสดงในหน่วยบัญชีร่วม เขาจึงสามารถประมาณต้นทุนของแต่ละแผน เปรียบเทียบกับรายรับที่คาดหมาย และพิจารณาว่าควรเริ่ม ดำเนินต่อ ขยาย ลดขนาด หรือยุติโครงการใด เงินไม่ได้วัดความสุขหรือทำให้เหล็กกับแรงงานกลายเป็นสิ่งชนิดเดียวกัน แต่ราคาที่เป็นเงินทำให้การบวก ลบ และเปรียบเทียบรายรับกับรายจ่ายของแผนต่าง ๆ เป็นไปได้
การคำนวณลักษณะนี้ต้องอาศัยเงื่อนไขเชิงสถาบันหลายประการ ได้แก่ การควบคุมทรัพยากรโดยเจ้าของที่แยกจากกัน การแลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิต การใช้เงินเป็นสื่อกลาง และการเกิดราคาจากธุรกรรมจริง หากไม่มีตลาดซื้อขายสินค้าทุน ตัวเลขที่ตั้งขึ้นภายในองค์กรอาจใช้บันทึกปริมาณทางกายภาพได้ แต่ไม่มีราคาตลาดซึ่งเกิดจากการเสนอทรัพย์สินจริงของผู้ซื้อและผู้ขายมาเป็นฐานของการคำนวณ ในกรอบของ Mises นี่คือเหตุผลที่กรรมสิทธิ์และตลาดปัจจัยการผลิตเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ไม่ใช่เพียงรายละเอียดทางกฎหมายที่แยกจากการคำนวณ
Capital Goods และปัญหาความซับซ้อน
สินค้าสำหรับผู้บริโภคมีความสัมพันธ์กับความต้องการปลายทางค่อนข้างตรง อาหารบรรเทาความหิว บ้านให้ที่อยู่อาศัย และเสื้อผ้าให้ความอบอุ่น แต่สินค้าทุน (Capital Goods) ไม่ได้ตอบสนองความต้องการโดยตรงเช่นนั้น มันมีคุณค่าเพราะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตที่จะนำไปสู่สินค้าหรือบริการในอนาคต
กระบวนการหนึ่งอาจเริ่มจากแร่เหล็ก เปลี่ยนเป็นเหล็กกล้า จากนั้นเป็นเครื่องจักร เครื่องจักรถูกติดตั้งในโรงงาน และโรงงานจึงผลิตสินค้าปลายทางออกมา แต่ละขั้นใช้เวลาและสามารถแตกแขนงไปสู่การใช้ประโยชน์อื่นได้อีกจำนวนมาก เหล็กชนิดเดียวกันอาจถูกใช้สร้างสะพาน เครื่องมือแพทย์ รถบรรทุก หรือเครื่องจักรสำหรับผลิตอาหาร
ความซับซ้อนจึงไม่ได้เกิดจากจำนวนสิ่งของเท่านั้น แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าทุนหลายลำดับขั้น การเลือกผิดในช่วงต้นอาจไม่ปรากฏผลทันที และอาจผูกทรัพยากรไว้เป็นเวลาหลายปี การจัดสรรสินค้าทุนจึงต้องอาศัยทั้งการคาดการณ์อนาคตและวิธีเปรียบเทียบต้นทุนของแผนการผลิตที่ต่างกันอย่างมาก
Profit and Loss
กำไรและขาดทุน (Profit and Loss) เป็นผลจากการที่ผู้ประกอบการซื้อปัจจัยในปัจจุบันโดยคาดการณ์ราคาขายและความต้องการในอนาคต กำไรทางการประกอบการเกิดเมื่อรายรับที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าต้นทุนที่เกี่ยวข้อง หลังแยกค่าตอบแทนของปัจจัยและดอกเบี้ยออกแล้ว ส่วนขาดทุนเกิดเมื่อรายรับไม่ครอบคลุมต้นทุนดังกล่าว กำไรไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้ประกอบการเป็นคนดี และไม่ใช่คำรับรองทางศีลธรรมต่อทุกกิจกรรมที่สร้างรายรับ
ในตลาดที่รายรับมาจากการซื้อโดยสมัครใจและผู้ประกอบการรับผลของการตัดสินใจเอง กำไรบ่งชี้ว่าเขาคาดการณ์การประเมินของผู้ซื้อได้ดีกว่าที่สะท้อนอยู่ในราคาปัจจัยเดิม ส่วนการขาดทุนอาจบ่งชี้ว่าเขาประเมินความต้องการผิดหรือเลือกวิธีผลิตที่แพงเกินไป การขาดทุนจึงสร้างแรงกดดันให้แก้แผน ลดการใช้ทรัพยากร หรือส่งต่อปัจจัยไปยังผู้ประกอบการรายอื่น อย่างไรก็ตาม กำไรที่เกิดจากอภิสิทธิ์ เงินอุดหนุน หรือการจำกัดการแข่งขันไม่ควรถูกตีความเหมือนกำไรในกระบวนการตลาดที่ไม่มีการแทรกแซงดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กำไรและขาดทุนไม่ใช่เครื่องตัดสินที่สมบูรณ์ ผู้ประกอบการอาจได้กำไรชั่วคราวจากการคาดการณ์ที่บังเอิญถูกต้อง หรือขาดทุนแม้มีแผนที่สมเหตุสมผลเพราะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ราคาเปลี่ยนแปลง ข้อมูลไม่ครบ และอนาคตไม่แน่นอนเสมอ การคำนวณจึงเป็นเครื่องมือสำหรับการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน ไม่ใช่สูตรที่รับประกันคำตอบถูกต้อง
Ludwig von Mises และ Socialist Calculation Problem
ในปี 1920 Ludwig von Mises ตีพิมพ์บทความ “Economic Calculation in the Socialist Commonwealth” เพื่อเสนอข้อโต้แย้งเฉพาะเกี่ยวกับระบบที่ยกเลิกกรรมสิทธิ์เอกชนและตลาดสำหรับปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะสินค้าทุน ประเด็นของเขาไม่ใช่เพียงว่าผู้วางแผนไม่มีความตั้งใจดี หรือไม่สามารถทำบัญชีและรวบรวมสถิติได้ แต่เป็นคำถามว่าราคาสำหรับสินค้าทุนจะเกิดขึ้นอย่างไร หากสินทรัพย์เหล่านั้นไม่ได้ถูกซื้อขายระหว่างเจ้าของที่แยกจากกัน (Economic Calculation in the Socialist Commonwealth)
ถ้าโรงงาน ที่ดิน เครื่องจักร และวัตถุดิบทั้งหมดอยู่ภายใต้เจ้าของเดียวกัน การโอนทรัพยากรจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่งไม่ใช่การแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในตลาด ตัวเลขที่ส่วนกลางกำหนดให้ทรัพยากรเหล่านั้นอาจใช้ในงานบัญชีได้ แต่ไม่ใช่ราคาที่เกิดจากเจ้าของหลายฝ่ายเสนอทรัพย์สินจริงและรับผลกำไรหรือขาดทุนจากการตัดสินใจ คำถามของ Mises จึงอยู่ที่ว่า ตัวเลขดังกล่าวจะสะท้อนการแข่งขันระหว่างแผนการผลิตและใช้คัดเลือกวิธีที่ประหยัดทรัพยากรกว่าได้อย่างไร
นี่คือปัญหาการคำนวณภายใต้สังคมนิยม (Socialist Calculation Problem) ตามกรอบของ Mises ข้อโต้แย้งนี้มีขอบเขตเฉพาะ คือมุ่งไปยังระบบที่ไม่มีตลาดสำหรับปัจจัยการผลิตและสินค้าทุน ไม่ใช่คำกล่าวกว้าง ๆ ว่ารัฐบาลไม่อาจคำนวณงบประมาณ สร้างถนน หรือบริหารกิจการใดได้เลย
Socialist Calculation Debate
ข้อเสนอของ Mises ก่อให้เกิดการอภิปรายยาวนาน นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Oskar Lange และ Abba Lerner ไม่ได้เพียงปฏิเสธปัญหานี้ แต่พยายามออกแบบคำตอบเชิงสถาบัน แนวคิดที่ต่อมาเรียกว่า market socialism เสนอให้คงตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคไว้ พร้อมใช้ราคาทางบัญชีสำหรับปัจจัยการผลิต และให้หน่วยงานวางแผนปรับราคาแบบลองผิดลองถูกเมื่ออุปสงค์ไม่เท่ากับอุปทาน
ในแบบจำลองของ Lange ผู้จัดการกิจการสามารถได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติตามกฎด้านต้นทุน ขณะที่คณะกรรมการวางแผนปรับราคาขึ้นเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนและลดราคาลงเมื่อเกิดส่วนเกิน ข้อเสนอนี้พยายามแสดงว่า การใช้สัญญาณราคาในความหมายกว้างอาจไม่จำเป็นต้องอาศัยกรรมสิทธิ์เอกชนในสินค้าทุนทุกกรณี จึงเป็นคำตอบที่จริงจังกว่าภาพเหมารวมว่าการวางแผนส่วนกลางมีเพียงเจ้าหน้าที่คนหนึ่งออกคำสั่งตามใจ
การอภิปรายในเวลาต่อมาขยายจากคำถามเรื่องการแก้สมการหรือกำหนดราคา ไปสู่ข้อมูล แรงจูงใจ ความรู้ การค้นพบของผู้ประกอบการ และลักษณะของตลาดในฐานะกระบวนการ การเห็นความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะข้อเสนอของ Lange ตอบปัญหาในกรอบดุลยภาพและการปรับราคา ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์สายออสเตรียนตั้งคำถามต่อว่า ราคาที่ไม่มีการซื้อขายสินทรัพย์จริง การรับความเสี่ยง และการเป็นเจ้าของผลกำไรหรือขาดทุน จะทำหน้าที่เหมือนราคาตลาดได้มากน้อยเพียงใด
Calculation Problem กับ Knowledge Problem ต่างกันอย่างไร
ปัญหาการคำนวณทางเศรษฐกิจเน้นว่า เราจะเปรียบเทียบการใช้ทรัพยากรหลากชนิดผ่านราคาที่เป็นตัวเงินได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อไม่มีตลาดซื้อขายสินค้าทุน ส่วนปัญหาความรู้ (Knowledge Problem) เน้นว่าความรู้เกี่ยวกับเวลา สถานที่ ความต้องการ ทักษะ และโอกาสเฉพาะหน้า กระจายอยู่ในคนจำนวนมากและไม่ได้รวมอยู่ในจุดเดียว
F.A. Hayek อธิบายใน “The Use of Knowledge in Society” ว่าปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้มีเพียงการจัดสรรทรัพยากรจากข้อมูลที่ถูกมอบให้ครบแล้ว แต่รวมถึงการใช้ความรู้ที่แยกย้ายอยู่ในสังคม ระบบราคาช่วยส่งสัญญาณเกี่ยวกับความขาดแคลนและการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้คนปรับการกระทำได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้สาเหตุทั้งหมด (The Use of Knowledge in Society)
แนวคิดของ Mises และ Hayek จึงเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่ข้อโต้แย้งเดียวกัน Mises เน้นเงื่อนไขเชิงสถาบันที่ทำให้เกิดราคาสำหรับการคำนวณ ส่วน Hayek เน้นการประสานความรู้ที่กระจัดกระจายผ่านกระบวนการราคา การรวมสองปัญหานี้เข้าด้วยกันทั้งหมดจะทำให้เรามองไม่เห็นว่า ระบบหนึ่งอาจมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ยังขาดราคาตลาดสำหรับเปรียบเทียบสินค้าทุน หรืออาจมีตัวเลขราคาอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถรวบรวมและปรับใช้ความรู้เฉพาะถิ่นได้ทันเวลา
การมีราคาไม่ได้แปลว่าการคำนวณจะถูกต้องเสมอ
ราคาตลาดไม่ได้ให้คำตอบที่เที่ยงตรงเหมือนค่าคงที่ทางฟิสิกส์ ราคาเป็นผลของธุรกรรมในอดีตและเปลี่ยนได้ตามการประเมิน ปริมาณสินค้า ความคาดหมาย และสภาพการเงิน ผู้ประกอบการต้องประเมินราคาซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงยังสามารถคาดผิดได้ นอกจากนี้ การขยายสินเชื่อ เงินอุดหนุน ภาษี การควบคุมราคา หรืออภิสิทธิ์ทางกฎหมายอาจเปลี่ยนทั้งราคาและแรงจูงใจที่ผู้ประกอบการเผชิญ
การคำนวณยังนับได้เฉพาะต้นทุนที่เข้าสู่ความสัมพันธ์ทางกรรมสิทธิ์และราคา หากผู้ก่อมลพิษทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายแต่ไม่ต้องรับผิด ต้นทุนที่ผู้อื่นแบกรับย่อมไม่ปรากฏในบัญชีของเขา ปัญหานี้ไม่แสดงว่าคุณค่าทั้งหมดควรถูกตีราคา แต่เตือนว่าการคำนวณของผู้ประกอบการสะท้อนเฉพาะต้นทุนที่เขาต้องรับภายใต้โครงสร้างสิทธิและกฎที่ใช้อยู่ การมีราคาในบางส่วนของแผนจึงไม่ได้รับประกันว่าต้นทุนทุกด้านถูกนำมาคิดแล้ว
การคำนวณยังต้องอาศัยการคาดการณ์ ผู้ประกอบการซื้อปัจจัยการผลิตวันนี้เพื่อขายสินค้าในอนาคต ซึ่งราคาและความต้องการอาจเปลี่ยนไปก่อนการผลิตเสร็จ ตัวเลขช่วยให้ตัดสินใจอย่างมีโครงสร้างมากขึ้น แต่ไม่สามารถกำจัดความผิดพลาดและความไม่แน่นอนได้
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
การคำนวณทางเศรษฐกิจไม่ใช่เพียงการทำบัญชี เพราะบัญชีบันทึกและจัดหมวดหมู่ตัวเลข ส่วนการคำนวณต้องใช้ตัวเลขเหล่านั้นเปรียบเทียบแผนการใช้ทรัพยากร ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งในชีวิตต้องมีราคา ความรัก ศักดิ์ศรี มิตรภาพ หรือหลักศีลธรรมสามารถมีความสำคัญต่อการเลือกโดยไม่ต้องถูกตีราคาเป็นเงิน
ราคาไม่ใช่คุณค่าที่ฝังอยู่ในสินค้าและไม่ได้เปิดเผยลำดับทางเลือกทั้งหมดของมนุษย์ มันแสดงอัตราการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ปริมาณความสุขที่ซ่อนอยู่ในวัตถุ ด้วยเหตุนี้ Economic Calculation จึงไม่ขัดกับ Subjective Value แต่ตั้งอยู่บนการยอมรับว่าคุณค่าของแต่ละคนไม่สามารถวัดและรวมกันโดยตรงได้ การคำนวณทำเลขคณิตกับราคาที่เกิดจากการแลกเปลี่ยน ไม่ได้ทำเลขคณิตกับคุณค่าในใจของผู้คน
แนวคิดนี้ไม่ได้อ้างว่าตลาดไม่มีความผิดพลาด หรือหน่วยงานรัฐไม่สามารถทำบัญชีและเปรียบเทียบรายจ่ายได้ หน่วยงานรัฐสามารถซื้อปัจจัยจากตลาดและอาศัยราคาซึ่งเกิดขึ้นภายนอกองค์กรของตน แต่การคำนวณนั้นเป็นอนุพันธ์จากตลาดที่ยังมีอยู่ และงบประมาณไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกำไร–ขาดทุนเสมอไป เพราะรายรับอาจมาจากภาษีและเป้าหมายของโครงการอาจไม่ได้แสดงผ่านการซื้อของผู้ใช้ ประเด็นเฉพาะของ Mises คือ หากขยายการเป็นเจ้าของส่วนกลางจนไม่มีตลาดสำหรับปัจจัยการผลิตและสินค้าทุน ราคาที่ใช้เป็นฐานของการคำนวณจะเกิดจากกระบวนการใด
ทำไมแนวคิดนี้สำคัญ
การคำนวณทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงการจัดสรรทุน การประกอบการ (Entrepreneurship) กำไรและขาดทุน ราคาที่เป็นตัวเงิน และกระบวนการตลาดเข้าด้วยกัน มันช่วยให้เราเห็นว่าการผลิตไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นการเลือกอย่างต่อเนื่องระหว่างแผนที่แข่งขันกันเพื่อใช้ทรัพยากรจำกัด
คำถามเรื่องการวางแผนจากส่วนกลางจึงไม่ควรถูกลดทอนเหลือการถกเถียงว่าเจ้าหน้าที่ฉลาดหรือมีเจตนาดีเพียงใด และตลาดก็ไม่ควรถูกอธิบายราวกับเป็นกลไกที่ไม่เคยผิดพลาด คำถามที่ลึกกว่าคือ สถาบันแต่ละแบบทำให้เกิดข้อมูล ราคา แรงจูงใจ การทดลอง และการแก้ไขความผิดพลาดอย่างไร
Economic Calculation ไม่ได้กำหนดว่าเป้าหมายทางสังคม “ควร” เป็นอะไร มันถามว่า เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้ว เราจะใช้ราคาที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนเปรียบเทียบแผนการผลิตซึ่งแข่งขันกันใช้ทรัพยากรได้อย่างไร เส้นทางของแนวคิดจึงดำเนินจาก Human Action ไปสู่ Subjective Value จากการแลกเปลี่ยนไปสู่ราคา และจากราคาไปสู่การคำนวณทางเศรษฐกิจ ในโลกที่ทุกการเลือกมีสิ่งที่ต้องสละ ราคาที่เป็นตัวเงินไม่ได้มอบคำตอบที่ไม่ผิดพลาด แต่ทำให้ต้นทุนของแผนที่ซับซ้อนสามารถเข้าสู่การเปรียบเทียบ การทดลอง และการแก้ไขได้
Key Concepts
- Economic Calculation
- Money Prices
- Capital Goods
- Profit and Loss
- Opportunity Cost
- Knowledge Problem
Related Thinkers
- Ludwig von Mises
- F.A. Hayek
- Oskar Lange
Sources
- Ludwig von Mises, “Economic Calculation in the Socialist Commonwealth”
- Ludwig von Mises, Human Action
- F.A. Hayek, “The Use of Knowledge in Society”
- Oskar Lange and Fred M. Taylor, On the Economic Theory of Socialism
Further Reading
- Ludwig von Mises, Socialism
- F.A. Hayek, Individualism and Economic Order
- Don Lavoie, Rivalry and Central Planning
